บ้านประชารัฐทะลุเป้า ปิดจอง 31 ส.ค.59 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค.นี้

บ้านประชารัฐทะลุเป้า ปิดจอง 31 ส.ค.59 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค.นี้

บ้านประชารัฐทะลุเป้า ปิดจอง 31 ส.ค.59 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค.นี้

ธนารักษ์ ปิดการจองบ้านในโครงการ บ้านธนารักษ์ประชารัฐ 31 ส.ค. 59 นี้ เร่งตรวจคุณสมบัติ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค. 59 ย้ำผู้มีสิทธิต้องติดต่อตามเวลาที่กำหนดหากเลยวันถูกตัดสิทธิทันที

รายงานข่าวข่าวเปิดเผยว่า ภายหลังจากกรมธนารักษ์ได้เปิดให้ข้าราชการและประชาชนผู้มีรายได้น้อย จองบ้านในโครงการ บ้านธนารักษ์ประชารัฐมาตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 59 ที่ผ่านมา มีผู้มาจองใช้สิทธิจนถึงปัจจุบันจำนวน 1,799 ราย ซึ่งเกิดกว่าเป้า 124.76 % ของหน่วยรับจองทั้งหมดของโครงการ โดยกรมธนารักษ์จะปิดการให้จองในวันที่ 31 ส.ค. 59 นี้

หลังจากนั้น จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้จองใช้สิทธิว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ และจะประกาศรายชื่อ ในวันที่ 15 ต.ค. 59 หลังจากนั้นจะให้ผู้จองนำใบจองใช้สิทธิมาติดต่อกับกรมธนารักษ์ และ ธนาคารออมสิน แล้วแต่กรณี ตามวันเวลาที่ระบุไว้ในใบจองสิทธิ หากผู้จองใช้สิทธิไม่มาตามวันเวลาที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิทันที

ทั้งนี้ในการดำเนินการหากมียอดของบ้านในโครงการเหลืออยู่จะประกาศให้คนที่สนใจมาจองใช้สิทธิได้ต่อไป
สำหรับรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ สามารถดูได้จากภาพด้านล่าง

เปิด 20 สาขาอาชีพ ที่ค่าแรงปรับขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ 10 ส.ค.59 นี้

เปิด 20 สาขาอาชีพ ที่ค่าแรงปรับขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ 10 ส.ค.59 นี้

เปิด 20 สาขาอาชีพ ที่ค่าแรงปรับขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ 10 ส.ค.59 นี้

เปิดอัตราค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือ 20 สาขาอาชีพที่จะมีผลในวันที่ 10 ส.ค.2559 ซึ่งเป็นไปตามประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 5)

สำหรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมืออีก 20 สาขาอาชีพ นั้น ค่าจ้างต่อวันต้องเป็นเงินไม่น้อยกว่า ดังนี้

1 สาขาอาชีพพนักงานประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่าง ระดับ 1 วันละ 360 บาท และระดับ 2 วันละ 430 บาท

2 สาขาอาชีพพนักงานประกอบมอเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ระดับ 1 วันละ 370 บาท และระดับ 2 วันละ 445 บาท

3 สาขาอาชีพช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระดับ 1 วันละ 410 บาท และระดับ 2 วันละ 490 บาท

4 สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบรักษาความปลอดภัย ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

5 สาขาอาชีพช่างกลึงสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

6 สาขาอาชีพช่างเชื่อมมิก-แม็กสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

7 สาขาอาชีพช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

8 สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องกลึงอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

9 สาขาอาชีพช่างเทคนิคพ่นสีตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

10 สาขาอาชีพช่างเทคนิคพ่นซีลเลอร์ตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

11 สาขาอาชีพพนักงานประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (ขั้นสุดท้าย) ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

12 สาขาอาชีพช่างเทคนิคเชื่อมสปอตตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท,

13 สาขาอาชีพช่างเจียระไนพลอย ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

14 สาขาอาชีพช่างหล่อเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

15 สาขาอาชีพช่างตกแต่งเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

16 สาขาอาชีพช่างฝังอัญมณีบนเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

17 สาขาอาชีพนักบริหารการขนส่งสินค้าทางถนน ระดับ 1 วันละ 415 บาท และระดับ 2 วันละ 500 บาท

18 สาขาอาชีพผู้ควบคุมรถยกสินค้าขนาดไม่เกิน 10 ตัน ระดับ 1 วันละ 360 บาท และระดับ 2 วันละ 430 บาท

19 สาขาอาชีพผู้ควบคุมสินค้าคงคลัง ระดับ 1 วันละ 350 บาท และระดับ 2 วันละ 420 บาท

20 สาขาอาชีพผู้ปฏิบัติการคลังสินค้า ระดับ 1 วันละ 340 บาท และระดับ 2 วันละ 410 บาท

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

กว่า 17 ปีมาแล้วที่คนไทยได้เริ่มรู้จักกับ Teddy House แบรนด์ที่เข้ามาทำให้ตุ๊กตาหมีมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Teddy House ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยมากมาย พร้อมๆ กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ จนถึงวันนี้สามารถขยายสาขาได้ทั้งในและต่างประเทศ
จากการเปิดเผยของ ปิตุภูมิ หิรัณยพิชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็ดดี้ เฮ้าส์ จำกัด ได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางของธุรกิจตุ๊กตาหมี โดยบอกว่า จากเดิมในยุคคุณแม่ซึ่งทำโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้าขน ทำในรูปแบบของการรับจ้างผลิต หรือ OEM เมื่อเวลาผ่านไป จีนเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งและเกิดเป็นสงครามราคาขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นบริษัทไม่ต้องการที่จะแข่งขันด้วยเรื่องของราคา เพราะด้วยสินค้าที่เน้นความมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานของยุโรป จึงมองถึงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และโดยส่วนตัวของคุณแม่ซึ่งชื่นชอบตุ๊กตาหมีเป็นทุนเดิม ฉะนั้นเวลาที่ผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ผลงานจะดูดีกว่าแบบอื่นๆ และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์ Teddy House ขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว


จนกระทั่งเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปิตุภูมิ ในฐานะทายาทธุรกิจได้ก้าวเข้ามารับช่วงบริหาร Teddy House พร้อมทั้งนำเอารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์เข้ามาจับกับธุรกิจตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ จนทำให้แบรนด์ Teddy House ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ
“เราไม่ได้เติบโตมาจากเงินถุงเงินถัง แทบจะไม่มีเงินทุนเลย เพราะฉะนั้นการที่จะขยายเองเป็นสิบๆ สาขาคงเป็นไปไม่ได้ เรามองว่าการที่นำรูปแบบแฟรนไชส์เข้ามาจะทำให้เราขยายได้รวดเร็วมากขึ้น และจะสามารถขยายไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า 8 ปีที่ผ่านมา เราสามารถขยายแฟรนไชส์ได้ถึง 3 ประเทศ นั่นคือ ไทย อินโดนีเซีย และจีน สำหรับแฟรนไชส์ในประเทศไทย เราจะเน้นที่หัวเมืองต่างจังหวัด ตามภูมิภาคต่างๆ ส่วนในกรุงเทพฯ เราขยายด้วยตัวบริษัทเอง เราเริ่มพัฒนาธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ตอนนั้น คนจะชอบคิดว่าแฟรนไชส์จะต้องใหญ่ ลงทุนเป็นสิบล้าน แต่ความจริงแล้วแฟรนไชส์ คือ การ Set Up ความรู้ของคุณขึ้นมา เหมือนการเขียนตำราหนึ่งเล่ม แล้วมีคนสนใจ คุณก็ขายให้เขา เทรนนิ่งให้เขาแค่นั้นเอง”


สำหรับปัจจุบัน Teddy House มีแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 30 สาขา และที่ประเทศอินโดนีเซีย 14 สาขา ประเทศจีนอีก 2 ขาสา โดยปิตุภูมิได้เล่าถึงเส้นทางของการขยายแฟรนไชส์ไปในต่างประเทศ เริ่มต้นประเทศแรกคือ เวียดนาม แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

“หลังจากที่เราเริ่มขยายแฟรนไชส์ในประเทศไทยได้ไม่นาน เราก็เริ่มเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ตอนนั้นมีด้วยกันถึง 4-5 สาขา แต่ด้วยอุตสาหกรรมค้าปลีกของเวียดนามแตกต่างจากบ้านเราพอสมควรเลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามยังแตกต่างจากเราพอสมควร เวลาซื้ออะไรสักอย่าง เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตรงไปร้านนั้น จะไม่ใช่การเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเหมือนคนไทย จากนั้น 2 ปีต่อมา เราจึงเข้าตลาดอินโดนีเซียและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะพฤติกรรมเขาใกล้เคียงกับคนไทย โดยเฉพาะในจาการ์ตา ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่ง Shopping Mall ซึ่งมีเป็นร้อยๆ แห่ง ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน ทุกคนใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจนถึงตี 2 อยู่ในห้างสรรพสินค้า ขนาดผับยังอยู่ในนั้น ทำให้เราไปได้ดีในอินโดนีเซีย”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจสำหรับ Teddy House ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่ในแผนมาก่อน นั่นคือประเทศจีน ปิตุภูมิยอมรับในเรื่องนี้ว่า เมื่อก่อนค่อนข้างกังวลในเรื่องของ Trademark และการก๊อบปี้

“เราไม่เคยมีแผนในการขยายแฟรนไชส์เข้าประเทศจีนมาก่อน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เราได้รับฟังมุมมองจากนักธุรกิจคนจีนรุ่นใหม่ เขารู้ว่าเราค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้ เขาแสดงมุมมองว่า เวลาที่คนจีนจะก๊อบปี้สินค้า จะก๊อบปี้สินค้าระดับ Hi-Ended ที่มีราคาแพง จากกระเป๋าราคาเป็นแสน พอก๊อบปี้แล้วเหลือแค่หลักพัน แต่ถ้าสินค้าอย่างตุ๊กตาหมี ราคาไม่แพงมาก ผู้บริโภคก็มองว่าสินค้าราคาแค่นี้ ซื้อของแท้ ฉันซื้อได้ และถ้าเขาจะก๊อบปี้ก็ไม่คุ้ม เพราะ Margin ไม่ได้ห่างกันมากมาย อีกอย่างคือ ในช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาซื้อของร้านเราค่อนข้างเยอะ อย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ มีแต่ลูกค้าจีน ทำให้เราตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่จีนเมื่อปีที่แล้วและปีนี้อีกหนึ่งสาขา ตอนนี้เราก็ดีใจมากสำหรับการขยายแฟรนไชส์ที่จีน”


สำหรับการขยายธุรกิจ Teddy House ในรูปแบบของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือต่างประเทศ จะทำในลักษณะที่เรียกว่า Single Unit กล่าวคือ จะไม่ได้ขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ที่ให้สิทธิคนใดคนหนึ่งในการขยายสาขา แต่จะเป็นในลักษณะให้สิทธิ 1 คนต่อ 1 สัญญา หมายถึงว่า ถ้านักลงทุนเดิมที่ลงทุนแฟรนไชส์ไปแล้ว อยากที่จะขยายสาขาเพิ่ม ก็ต้องทำสัญญาใหม่ทุกครั้ง โดยเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1,000,000-1,500,00 บาท อีกทั้งไม่ได้จำกัดพื้นที่จะต้องเป็นในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่สามารถตั้งอยู่แบบ Stand Alone ก็ได้ โดยจะมีทีมเข้าไปดูสถานที่ตั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ และแฟรนไชซีจะได้รับการเทรนนิ่งเรื่องของกลยุทธ์การขาย การจัดร้าน มีการช่วยเหลือในเรื่องของภาพรวมด้านMarketing และมีการแนะนำเรื่องของ Local Marketing อีกด้วย สำหรับแฟรนไชซีที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับ Teddy House นั้น จะต้องเป็นคนที่สามารถลงมือทำได้จริงไม่ใช่มีเพียงแค่เงินลงทุนอย่างเดียว แต่ต้องมีใจรักด้วย


อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น การขยายแฟรนไชส์จะเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากมองว่า ยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้ Teddy House เติบโต ส่วนตลาดในประเทศ ปิตุภูมิกล่าวว่า จะมุ่งเน้นในเรื่องของการขาย Licensing หรือคาแร็กเตอร์ของหมี Teddy House ให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำไปอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อีกทั้งจะมีการทำ Show Exhibition, Museum ไปจนถึง Theme Park โดยหวังว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสะท้อนกลับมาช่วยกระตุ้น Retail ได้อีกทางหนึ่ง


รายละเอียดแฟรนไชส์

ขนาดพื้นที่ : 25-45 ตารางเมตร
Franchise Fee : 300,000 บาท
เงินลงทุนเบื้องต้น : 1,000,000-1,500,000 บาท
Royalty Fee : 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
Marketing Fee : 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
ระยะสัญญา : 5 ปี

เรื่อง : ยุวดี ศรีภุมมา
ภาพ : กฤษฎา ศิลปไชย
smethailandclub
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

   กรมการค้าภายใน ระบุยังไม่มีการอนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาเครื่องดื่ม หลังมีกระแสข่าวพ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กรมสรรพสามิตยืนยันยังไม่ขึ้นภาษี

จากกรณีที่มีกระแสข่าวผู้ผลิตน้ำอัดลมแจ้งร้านค้าปรับขึ้นราคาจำหน่ายอีก 2 บาท ทั้งขวดแก้วและขวดกระป๋องจากเดิม 10 บาทเป็น 12 บาท โดยอ้างว่าน้ำตาลแพงขึ้นนั้น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมลักษณ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำอัดลมแต่อย่างใด โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ 3 รายที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ยืนยันยังไม่มีการปรับขึ้นราคาและยังส่งสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่วยในราคาเดิม

อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุอีกว่า แม้ราคาน้ำตาลจะสูงขึ้นจากปัญหาภัยแล้ง แต่ยังไม่กระทบต้นทุนผู้ประกอบการมากนัก จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปรับขึ้นราคา แต่หากมีความจำเป็นหรือต้นทุนสูงจนไม่สามารถแบกรับภาระได้จนทำให้ต้องปรับราคาน้ำอัดลมก็จะต้องยื่นเสนอราคาที่ขอปรับเพื่อพิจารณาไม่น้อยกว่า 15 วัน ทั้งนี้หากผู้บริโภคพบเห็นว่ามีการฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งมาที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทันที

ขณะที่นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำอัดลม จึงไม่สามารถนำข้ออ้างดังกล่าวมาขึ้นราคาได้ ประกอบกับนโนบายการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงยังอยู่ระหว่างการศึกษาผลดีผลเสีย ให้รอบด้านและยังไม่ได้นำนโยบายนี้มาใช้ในเร็วๆนี้ จึงไม่มีเหตุผลให้ผู้ผลิตนำข้ออ้างดังกล่าวมาปรับขึ้นราคาขายปลีก

สำหรับน้ำอัดลม เป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลของกรมการค้าภายในจำนวน 205 รายการ โดยปัจจุบันถูกกำหนดอยู่ในบัญชี Watch List (WL) ซึ่งเป็นบัญชีต่ำสุดในการติดตามดูแลภาวะราคาสินค้า โดยจะดำเนินการเพียงแค่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์เป็นประจำทุก 15 วันและตรวจสอบไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

กระทรวงพาณิชย์ หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุ ดัน ไทยเป็นศูนย์กลางให้บริการของโลก

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ เร่งส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่เติบโตเป็นอย่างมากทั่วโลก โดยไทยมีความพร้อมทั้งบุคคล และสถานบริการทางการแพทย์ ทำให้ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของไทยสามารถตอบโจทย์ผู้สูงอายุจากทั่วโลกได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวและสถานพยาบาลของไทย มีจำนวนประมาณ 400 แห่ง โดยร้อยละ 49 ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล จำนวนทั้งสิ้น 146 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,307 ล้านบาท โดยแนวโน้มการเติบโตของผู้สูงอายุทั่วโลก มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นมาก เฉพาะในประเทศไทยคาดว่า ปี 2563 จะมีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 19 หรือเกือบ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และปี 2573 จะมีจำนวนเพิ่มสูงถึง 17.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 26.57 หรือกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

สุดเด็ด! ร้านขายของชำแก้เผ็ดละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ปิดป้ายห้ามลูกค้าฟัง

สุดเด็ด! ร้านขายของชำแก้เผ็ดละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ปิดป้ายห้ามลูกค้าฟัง

สุดเด็ด! ร้านขายของชำแก้เผ็ดละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ปิดป้ายห้ามลูกค้าฟัง

กระหน่ำแชร์ เจ้าของร้านค้าชำติดประกาศ เปิดเพลงฟังคนเดียวห้ามลูกค้าฟัง มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย

เมื่อวานนี้ เพจ “รวมพลังต่อต้านคอรัปชั่น ได้นำภาพร้านค้าแห่งหนึ่งได้ ปิดประกาศห้ามลูกค้าฟังเพลงที่ทางร้านเปิด มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย ทำให้มีคนเข้ามาแสดงความเห็นและแชร์ภาพดังกล่าวออกไปจำนวนมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

หลังจากที่เป็นข่าวกันใหญ่โต เมื่อหลายวันที่ผ่านมา เรื่อง แจ้งความจับร้านกาแฟละเมิดลิขสิทธิ์ ด้วยการเปิดเพลงจากยูทูป ให้ลูกค้าฟัง ล่าสุดมีร้านค้าขายของชำ ต้องหาวิธีป้องกัน!! โดยพิมพ์บอกเตือนลูกค้า

เครดิตภาพเพจ รวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น

บัญชีกลางแจง ขรก.ไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์ ยังได้รับเงินเหมือนเดิม

บัญชีกลางแจง ขรก.ไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์ ยังได้รับเงินเหมือนเดิม

บัญชีกลางแจง ขรก.ไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์ ยังได้รับเงินเหมือนเดิม

เฟซบุ๊กกรมบัญชีกลาง ได้ลงภาพเพื่อชี้แจงกรณีเกิดข่าวลือ ว่า ข้าราชการ ลูกจ้างผู้รับบำนาญ หากไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์(PromptPay)  จะไม่ได้รับเงินจากทางราชการ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นไป นั้นไม่เป็นความจริง

โดยทางกรมบัญชีกลางชี้แจงว่า ทุกคนยังได้รับสิทธิตามเดิม แต่หากไปลงทะเบียนจะประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนได้มากตั้งแต่ 15 ก.ค.เป็นต้นไป

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนสวัสดิการสังคมช่วยเหลือประชาชนตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กและครอบครัว สวัสดิการด้านการศึกษา สวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย สวัสดิการคนพิการ สวัสดิการผู้ด้อยโอกาส และสวัสดิการผู้สูงอายุ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีการให้เงินช่วยเหลืออื่น ๆ ตามนโยบายในแต่ละรัฐบาล อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาการจัดสวัสดิการสังคมและการให้เงินช่วยเหลือของภาครัฐยังมีข้อจำกัด โดยภาครัฐไม่สามารถกำหนดนโยบายการให้เงินช่วยเหลือต่างๆ ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการกำหนดนโยบายกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง และขาดข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเป็นรายบุคคลที่บูรณาการข้ามหน่วยงาน

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการเร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ และกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายให้พิจารณาดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมในโครงการ e-Payment ภาครัฐ


การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 จึงได้มีมติรับทราบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน

ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1) ว่างงานหรือมีรายได้ทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นในแต่ละปีปฏิทินไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นรูปแบบสมัครใจ (Voluntary Basis) โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สินของตน เจ้าหนี้และจำนวนหนี้สินที่คงค้าง เป็นต้น เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในการจัดทำสวัสดิการของรัฐ

2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสัญชาติไทย

2. กลไกการดำเนินการ

1) ลงทะเบียน ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 สำหรับปีต่อๆ ไปให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 กันยายน ของแต่ละปี

2) สถาบันการเงินตามข้อ 1) จัดเก็บเอกสารแล้วส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมสรรพากรเพื่อจัดเก็บข้อมูลและทำการตรวจสอบความถูกต้องในภายหลัง (Post Audit)

3) กรมสรรพากรเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร สำนักทะเบียนกลาง

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อประมวลข้อมูลผู้มีรายได้น้อย นำไปบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมแล้วนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการสังคมภายใต้โครงการ e-Payment ภาครัฐในระยะต่อไป

3. ประโยชน์ที่จะได้รับ

ช่วยทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากการลงทะเบียนจะต้องแสดงข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และการเป็นหนี้สิน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทราบข้อมูลและสามารถนำไปกำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เว็บไซต์หางานชั้นนำของเอเชียแนะบุคลากรไทยต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวทันความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในยุคหน้า พร้อมกับเผย 10 สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด และข้อมูลฐานเงินเดือนเชิงลึกจากทุกอุตสาหกรรม และระดับตำแหน่งงาน จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 40,000 รายทั่วประเทศ

นางสาวนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคภายในแนวคิด Thailand 4.0 โดยจะปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจยุคประเทศไทย 4.0 นั้นก็คือ การพัฒนาบุคลากรในมิติต่างๆ ให้มีคุณภาพเพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนและยกระดับผลิตภาพ (Productivity)
ซึ่ง jobsDB ต้องการแนะนำให้ทั้งผู้สมัครงานและผู้ประกอบการ วางแผนและเตรียมความพร้อมของตนเองในอาชีพการงานที่เหมาะสม ได้เห็นโครงสร้างเงินเดือนแต่ละระดับตำแหน่งงานและแต่ละอาชีพในตลาดที่แท้จริง รวมไปถึงสามารถเลือกศึกษาและพัฒนาทักษะการทำงานให้เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานที่ตลาดต้องการ และสอดคล้องกับนโยบายประเทศ
อีกทั้งยังได้ทราบว่าสาขาวิชาชีพไหนที่ขาดแคลนเป็นที่ต้องการในตลาดงาน ซึ่งจากผลรายงานจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40,000 รายที่ใช้บริการของ jobsDB ได้มีผลรายงาน 10 สายงานที่ตลาดงานต้องการและ 10 อาชีพเงินเดือนมากที่สุดในตลาดดังนี้

สายงานที่ตลาดงานต้องการมากที่สุดใน

ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป 3 อันดับแรก คือ

1) งานขาย บริการลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ  2) ธุรการและทรัพยากรบุคคล 3) วิศวกรรม


ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลาง คือ

1) วิศวกรรม 2) ไอที 3) บัญชี


ระดับหัวหน้างาน คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) วิศวกรรม และ


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) การตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากนี้ jobsDB ยังได้จัดทำผลสำรวจเงินเดือนที่มีเงินเดือนสูงสุดในประเทศไทยในแต่ละระดับตำแหน่ง ทั้งนี้สายงานที่มีเงินเดือนมากที่สุด 3 อันดับแรก
ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ

1) โทรคมนาคม เริ่มต้นที่ 28,467 บาท 2) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 22,731 บาท และ3) ไอที เริ่มต้นที่ 21,854 บาท


เนื่องจากการผลิตบุคลากรสาขาดังกล่าวต่อปีมีจำนวนจำกัด
ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลางคือ

1) โทรคมนาคมเริ่มต้นที่ 38,125 บาท  2) งานธนาคาร งานการเงิน เริ่มต้นที่ 37,667 บาท และ3) บริการเฉพาะทางเริ่มต้นที่ 36,133 บาท


โดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนงานของบุคลากรเมื่อเริ่มทำงานในสายงานนี้จนมีความมั่นใจและความชำนาญในระดับหนึ่ง
ระดับหัวหน้างาน คือ

1) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 51,208 บาท 2) งานประกันภัยเริ่มต้นที่ 50,855 บาท และ 3)บัญชี เริ่มต้นที่ 49,664 บาท


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) อสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นที่ 87,500 บาท 2) วิทยาศาสตร์ งาน Lab งานวิจัยและพัฒนา เริ่มต้นที่ 83,276 บาท และ 3) ขนส่ง เริ่มต้นที่ 80,738 บาท

“เราต้องการให้คนทำงานมองเห็นโอกาสการเติบโตในสายอาชีพที่ตนทำอยู่ ด้วยการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของตัวเองให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยผลสำรวจเงินเดือนในทุกระดับตำแหน่งงานเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงค่าตอบแทนในแต่ละสาขาอาชีพที่จะช่วยให้คนทำงานมีความรู้สึกอยากพัฒนาทักษะด้านการทำงานของตน จนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายอาชีพนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวนพวรรณ กล่าว
นางสาวนพวรรณ ยังได้แนะนำว่า หากคนทำต้องที่อยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้จัดการในอาชีพต่างๆ ต้องมีทักษะพื้นฐานแต่ละอาชีพที่จำเป็น ไปจนถึงความเป็นผู้นำและทัศนะคติที่พร้อมจะเป็นผู้บริหารในสายงานนั้น ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
สายงานเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือ ไอที ต้องมีทักษะความสามารถพิเศษ เช่น มีการค้นคว้าแหล่งข้อมูลเพื่อการสรรหาตรรกะที่ดี วิเคราะห์ สรุปสถานการณ์ สายงานด้านงานบริการเฉพาะทาง ต้องมีทักษะด้านนั้นๆ เช่น งานเฉพาะทางด้านกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องทราบกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายบริษัท