ออมสิน เผย ถูกแฮก ATM 21 เครื่อง สูญเงิน กว่า 12 ล้านบาท

ออมสิน เผย ถูกแฮก ATM 21 เครื่อง สูญเงิน กว่า 12 ล้านบาท

ออมสิน เผย ถูกแฮก ATM 21 เครื่อง สูญเงิน กว่า 12 ล้านบาท

ธนาคารออมสิน ปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนระยะหนึ่ง เหตุพบเงินขาดจากกล่องเงินเครื่อง ATM เผยอยู่ระหว่างวิเคราะห์สาเหตุทางเทคนิคร่วมกับผู้ผลิตตู้ ระหว่างนี้ให้ใช้ตู้ ATM ได้ทุกธนาคาร โดย ฟรี! ค่าธรรมเนียม ด้าน ผอ.ออมสิน ย้ำ..จะดำเนินการร่วมกับตำรวจอย่างเร่งด่วนที่สุด ชี้ไม่กระทบกับบัญชีหรือเงินฝากของลูกค้า


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารฯ ได้ขอปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนเป็นการชั่วคราว (เฉพาะตู้บางรุ่นที่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของตู้ ATM) หลังพบเงินของธนาคารฯ ที่ใส่ในเครื่อง ATM หายไป ซึ่งไม่ใช่เงินของลูกค้า ไม่ได้กระทบบัญชีของลูกค้าแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้ทำการตรวจสอบพบว่าเครื่อง ATM 1 ใน 3 ยี่ห้อ ที่ธนาคารออมสินใช้อยู่ เงินในเครื่องได้หายไป เริ่มแรกพบว่ามีจำนวน 5 เครื่องที่เงินหายไปเป็นจำนวน 960,000 บาท ธนาคารฯ จึงได้ตัดสินใจปิดบริการเครื่องยี่ห้อนี้ทุกเครื่อง เพื่อสำรวจเงินทั้งหมดร่วมกับบริษัทเจ้าของเครื่องและทำการตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้น
ล่าสุดได้รับแจ้งจากบริษัทว่าเป็นลักษณะการโจรกรรมเงินในกล่องเงินเครื่อง ATM เฉพาะที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone) โดยใช้โปรแกรม Malware ซึ่งธนาคารฯ อยู่ระหว่างดำเนินแก้ไขให้เครื่องมีความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ และระหว่างนี้ธนาคารออมสินได้เปิดบริการในจุดติดตั้งที่มีความปลอดภัยเครื่อง ATM ยี่ห้อดังกล่าว 3,343 เครื่อง ตรวจสอบครบแล้วพบมีเงินหายไปจำนวน 21 เครื่อง เป็นเงินรวม 12,291,000 บาท
“ธนาคารออมสิน ต้องการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนและลูกค้าทราบสาเหตุที่ธนาคารฯ ต้องปิดให้บริการตู้ ATM บางรุ่น เพื่อตรวจสอบระบบ ATM ของธนาคาร และเป็นการป้องกันความเสียหายเงินของธนาคารที่อยู่ในตู้ โดยขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับบัญชีและเงินของลูกค้าแต่อย่างใด และจะเร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับตัวผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน”ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปิดบริการตู้ ATM บางรุ่นดังกล่าว อาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก โดยลูกค้าสามารถใช้บริการตู้ ATM ที่ติดตั้งอยู่หน้าสาขาของธนาคารออมสินได้ทุกสาขา รวมถึงตู้ ATM ที่อยู่นอกสาขาบางส่วน นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคารได้ตามปกติ ได้แก่ บัตร ATM บัตรออมสิน วีซ่าเดบิต บริการ MyMo (Mobile Banking) และ Internet Banking หรือใช้บริการที่เคาน์เตอร์สาขาของธนาคารออมสิน ตามวันและเวลาเปิดทำการของสาขา นั้นๆ และเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการ ATM ลูกค้าสามารถใช้บริการที่ตู้ ATM ได้ทุกธนาคารในเขตพื้นที่เดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการตลอดระยะเวลาที่ปิดบริการดังกล่าว

บ้านประชารัฐทะลุเป้า ปิดจอง 31 ส.ค.59 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค.นี้

บ้านประชารัฐทะลุเป้า ปิดจอง 31 ส.ค.59 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค.นี้

บ้านประชารัฐทะลุเป้า ปิดจอง 31 ส.ค.59 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค.นี้

ธนารักษ์ ปิดการจองบ้านในโครงการ บ้านธนารักษ์ประชารัฐ 31 ส.ค. 59 นี้ เร่งตรวจคุณสมบัติ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ 15 ต.ค. 59 ย้ำผู้มีสิทธิต้องติดต่อตามเวลาที่กำหนดหากเลยวันถูกตัดสิทธิทันที

รายงานข่าวข่าวเปิดเผยว่า ภายหลังจากกรมธนารักษ์ได้เปิดให้ข้าราชการและประชาชนผู้มีรายได้น้อย จองบ้านในโครงการ บ้านธนารักษ์ประชารัฐมาตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 59 ที่ผ่านมา มีผู้มาจองใช้สิทธิจนถึงปัจจุบันจำนวน 1,799 ราย ซึ่งเกิดกว่าเป้า 124.76 % ของหน่วยรับจองทั้งหมดของโครงการ โดยกรมธนารักษ์จะปิดการให้จองในวันที่ 31 ส.ค. 59 นี้

หลังจากนั้น จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้จองใช้สิทธิว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ และจะประกาศรายชื่อ ในวันที่ 15 ต.ค. 59 หลังจากนั้นจะให้ผู้จองนำใบจองใช้สิทธิมาติดต่อกับกรมธนารักษ์ และ ธนาคารออมสิน แล้วแต่กรณี ตามวันเวลาที่ระบุไว้ในใบจองสิทธิ หากผู้จองใช้สิทธิไม่มาตามวันเวลาที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิทันที

ทั้งนี้ในการดำเนินการหากมียอดของบ้านในโครงการเหลืออยู่จะประกาศให้คนที่สนใจมาจองใช้สิทธิได้ต่อไป
สำหรับรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ สามารถดูได้จากภาพด้านล่าง

เปิด 20 สาขาอาชีพ ที่ค่าแรงปรับขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ 10 ส.ค.59 นี้

เปิด 20 สาขาอาชีพ ที่ค่าแรงปรับขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ 10 ส.ค.59 นี้

เปิด 20 สาขาอาชีพ ที่ค่าแรงปรับขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ 10 ส.ค.59 นี้

เปิดอัตราค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือ 20 สาขาอาชีพที่จะมีผลในวันที่ 10 ส.ค.2559 ซึ่งเป็นไปตามประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 5)

สำหรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมืออีก 20 สาขาอาชีพ นั้น ค่าจ้างต่อวันต้องเป็นเงินไม่น้อยกว่า ดังนี้

1 สาขาอาชีพพนักงานประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่าง ระดับ 1 วันละ 360 บาท และระดับ 2 วันละ 430 บาท

2 สาขาอาชีพพนักงานประกอบมอเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ระดับ 1 วันละ 370 บาท และระดับ 2 วันละ 445 บาท

3 สาขาอาชีพช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระดับ 1 วันละ 410 บาท และระดับ 2 วันละ 490 บาท

4 สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบรักษาความปลอดภัย ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

5 สาขาอาชีพช่างกลึงสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

6 สาขาอาชีพช่างเชื่อมมิก-แม็กสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

7 สาขาอาชีพช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

8 สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องกลึงอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

9 สาขาอาชีพช่างเทคนิคพ่นสีตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

10 สาขาอาชีพช่างเทคนิคพ่นซีลเลอร์ตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

11 สาขาอาชีพพนักงานประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (ขั้นสุดท้าย) ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท

12 สาขาอาชีพช่างเทคนิคเชื่อมสปอตตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท,

13 สาขาอาชีพช่างเจียระไนพลอย ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

14 สาขาอาชีพช่างหล่อเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

15 สาขาอาชีพช่างตกแต่งเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

16 สาขาอาชีพช่างฝังอัญมณีบนเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท

17 สาขาอาชีพนักบริหารการขนส่งสินค้าทางถนน ระดับ 1 วันละ 415 บาท และระดับ 2 วันละ 500 บาท

18 สาขาอาชีพผู้ควบคุมรถยกสินค้าขนาดไม่เกิน 10 ตัน ระดับ 1 วันละ 360 บาท และระดับ 2 วันละ 430 บาท

19 สาขาอาชีพผู้ควบคุมสินค้าคงคลัง ระดับ 1 วันละ 350 บาท และระดับ 2 วันละ 420 บาท

20 สาขาอาชีพผู้ปฏิบัติการคลังสินค้า ระดับ 1 วันละ 340 บาท และระดับ 2 วันละ 410 บาท

ราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัด (รอบปี 2559 – 2562 )

ราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัด (รอบปี 2559 – 2562 )

ราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัด (รอบปี 2559 – 2562 )

โดยปกติแล้ว ราคาประเมินที่ดิน จะถูกปรับเปลี่ยนรอบทุก 3 ปี แนวโน้มการปรับตัวของราคาที่ดินย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพเป็นสำคัญแต่ละพื้นที่ แม้บางจังหวัดจะมีภาพรวมการปรับเปลี่ยนราคาประเมินที่ดินค่อนข้างสูงจากรอบปีก่อน แต่ก็ไม่ได้แสดงว่า ที่ดินจะมีราคาสูงแพงกว่าจังหวัดอื่นเสมอไป TerraBKK Research พบข้อมูลสถิติเกี่ยวกับราคาประมินทุนที่ดินรอบใหม่ ปี 2559 -2562 เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจ ดังนี้

จากข้อมูลสถิติ การเปลี่ยนแปลงของ ราคาประเมินที่ดิน รอบบัญชีปี พ.ศ.2559 – 2562 ทุกจังหวัดทั่วประเทศจาก กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง TerraBKK Research พบว่า การเปลี่ยนแปลงราคาประเมินทุนทรัพย์ ในรอบใหม่นี้ ที่ดินทั่วประเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 27.72% โดย 3 จังหวัดแรกที่มีระดับราคาประเมินที่ดินสูงสุดของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพ 1,000,000 บาท/ตารางวา (ถนนสีลม) , สงขลา 400,000 บาท/ตารางวา (ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 อ.หาดใหญ่) และ เชียงใหม่ 250,000 บาท/ตารางวา (ถนนท่าแพ,ถนนวิชยานนท์,ถนนช้างคลาน ทิศเหนือถนนศรีดอนไชย)

หากมอง ภาครวมระดับภูมิภาค จะพบค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดิน ดังนี้

กรุงเทพ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15.78%

ปริมณฑลของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.97%

ภาคกลาง เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 22.79%

ภาคเหนือ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 37.31%

ภาคตะวันออก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 22.98%

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 33.50%

ภาคใต้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21.04%

ภาคตะวันตก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 39.59%

TerraBKK Research จัดทำ แผนภาพราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัดทั่วไทย ไล่ระดับสีตามระดับการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดิน รายละเอียดดังนี้

TerraBKK Research จัดทำ ตารางข้อมูลรายจังหวัด ประกอบด้วย ราคาต่ำสุด , ราคาสูงสุด , บริเวณราคาสูงสุด และ การเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดินเฉลี่ยทั้งจังหวัด รายละเอียดดังนี้

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

กว่า 17 ปีมาแล้วที่คนไทยได้เริ่มรู้จักกับ Teddy House แบรนด์ที่เข้ามาทำให้ตุ๊กตาหมีมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Teddy House ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยมากมาย พร้อมๆ กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ จนถึงวันนี้สามารถขยายสาขาได้ทั้งในและต่างประเทศ
จากการเปิดเผยของ ปิตุภูมิ หิรัณยพิชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็ดดี้ เฮ้าส์ จำกัด ได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางของธุรกิจตุ๊กตาหมี โดยบอกว่า จากเดิมในยุคคุณแม่ซึ่งทำโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้าขน ทำในรูปแบบของการรับจ้างผลิต หรือ OEM เมื่อเวลาผ่านไป จีนเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งและเกิดเป็นสงครามราคาขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นบริษัทไม่ต้องการที่จะแข่งขันด้วยเรื่องของราคา เพราะด้วยสินค้าที่เน้นความมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานของยุโรป จึงมองถึงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และโดยส่วนตัวของคุณแม่ซึ่งชื่นชอบตุ๊กตาหมีเป็นทุนเดิม ฉะนั้นเวลาที่ผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ผลงานจะดูดีกว่าแบบอื่นๆ และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์ Teddy House ขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว


จนกระทั่งเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปิตุภูมิ ในฐานะทายาทธุรกิจได้ก้าวเข้ามารับช่วงบริหาร Teddy House พร้อมทั้งนำเอารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์เข้ามาจับกับธุรกิจตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ จนทำให้แบรนด์ Teddy House ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ
“เราไม่ได้เติบโตมาจากเงินถุงเงินถัง แทบจะไม่มีเงินทุนเลย เพราะฉะนั้นการที่จะขยายเองเป็นสิบๆ สาขาคงเป็นไปไม่ได้ เรามองว่าการที่นำรูปแบบแฟรนไชส์เข้ามาจะทำให้เราขยายได้รวดเร็วมากขึ้น และจะสามารถขยายไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า 8 ปีที่ผ่านมา เราสามารถขยายแฟรนไชส์ได้ถึง 3 ประเทศ นั่นคือ ไทย อินโดนีเซีย และจีน สำหรับแฟรนไชส์ในประเทศไทย เราจะเน้นที่หัวเมืองต่างจังหวัด ตามภูมิภาคต่างๆ ส่วนในกรุงเทพฯ เราขยายด้วยตัวบริษัทเอง เราเริ่มพัฒนาธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ตอนนั้น คนจะชอบคิดว่าแฟรนไชส์จะต้องใหญ่ ลงทุนเป็นสิบล้าน แต่ความจริงแล้วแฟรนไชส์ คือ การ Set Up ความรู้ของคุณขึ้นมา เหมือนการเขียนตำราหนึ่งเล่ม แล้วมีคนสนใจ คุณก็ขายให้เขา เทรนนิ่งให้เขาแค่นั้นเอง”


สำหรับปัจจุบัน Teddy House มีแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 30 สาขา และที่ประเทศอินโดนีเซีย 14 สาขา ประเทศจีนอีก 2 ขาสา โดยปิตุภูมิได้เล่าถึงเส้นทางของการขยายแฟรนไชส์ไปในต่างประเทศ เริ่มต้นประเทศแรกคือ เวียดนาม แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

“หลังจากที่เราเริ่มขยายแฟรนไชส์ในประเทศไทยได้ไม่นาน เราก็เริ่มเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ตอนนั้นมีด้วยกันถึง 4-5 สาขา แต่ด้วยอุตสาหกรรมค้าปลีกของเวียดนามแตกต่างจากบ้านเราพอสมควรเลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามยังแตกต่างจากเราพอสมควร เวลาซื้ออะไรสักอย่าง เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตรงไปร้านนั้น จะไม่ใช่การเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเหมือนคนไทย จากนั้น 2 ปีต่อมา เราจึงเข้าตลาดอินโดนีเซียและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะพฤติกรรมเขาใกล้เคียงกับคนไทย โดยเฉพาะในจาการ์ตา ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่ง Shopping Mall ซึ่งมีเป็นร้อยๆ แห่ง ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน ทุกคนใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจนถึงตี 2 อยู่ในห้างสรรพสินค้า ขนาดผับยังอยู่ในนั้น ทำให้เราไปได้ดีในอินโดนีเซีย”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจสำหรับ Teddy House ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่ในแผนมาก่อน นั่นคือประเทศจีน ปิตุภูมิยอมรับในเรื่องนี้ว่า เมื่อก่อนค่อนข้างกังวลในเรื่องของ Trademark และการก๊อบปี้

“เราไม่เคยมีแผนในการขยายแฟรนไชส์เข้าประเทศจีนมาก่อน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เราได้รับฟังมุมมองจากนักธุรกิจคนจีนรุ่นใหม่ เขารู้ว่าเราค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้ เขาแสดงมุมมองว่า เวลาที่คนจีนจะก๊อบปี้สินค้า จะก๊อบปี้สินค้าระดับ Hi-Ended ที่มีราคาแพง จากกระเป๋าราคาเป็นแสน พอก๊อบปี้แล้วเหลือแค่หลักพัน แต่ถ้าสินค้าอย่างตุ๊กตาหมี ราคาไม่แพงมาก ผู้บริโภคก็มองว่าสินค้าราคาแค่นี้ ซื้อของแท้ ฉันซื้อได้ และถ้าเขาจะก๊อบปี้ก็ไม่คุ้ม เพราะ Margin ไม่ได้ห่างกันมากมาย อีกอย่างคือ ในช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาซื้อของร้านเราค่อนข้างเยอะ อย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ มีแต่ลูกค้าจีน ทำให้เราตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่จีนเมื่อปีที่แล้วและปีนี้อีกหนึ่งสาขา ตอนนี้เราก็ดีใจมากสำหรับการขยายแฟรนไชส์ที่จีน”


สำหรับการขยายธุรกิจ Teddy House ในรูปแบบของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือต่างประเทศ จะทำในลักษณะที่เรียกว่า Single Unit กล่าวคือ จะไม่ได้ขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ที่ให้สิทธิคนใดคนหนึ่งในการขยายสาขา แต่จะเป็นในลักษณะให้สิทธิ 1 คนต่อ 1 สัญญา หมายถึงว่า ถ้านักลงทุนเดิมที่ลงทุนแฟรนไชส์ไปแล้ว อยากที่จะขยายสาขาเพิ่ม ก็ต้องทำสัญญาใหม่ทุกครั้ง โดยเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1,000,000-1,500,00 บาท อีกทั้งไม่ได้จำกัดพื้นที่จะต้องเป็นในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่สามารถตั้งอยู่แบบ Stand Alone ก็ได้ โดยจะมีทีมเข้าไปดูสถานที่ตั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ และแฟรนไชซีจะได้รับการเทรนนิ่งเรื่องของกลยุทธ์การขาย การจัดร้าน มีการช่วยเหลือในเรื่องของภาพรวมด้านMarketing และมีการแนะนำเรื่องของ Local Marketing อีกด้วย สำหรับแฟรนไชซีที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับ Teddy House นั้น จะต้องเป็นคนที่สามารถลงมือทำได้จริงไม่ใช่มีเพียงแค่เงินลงทุนอย่างเดียว แต่ต้องมีใจรักด้วย


อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น การขยายแฟรนไชส์จะเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากมองว่า ยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้ Teddy House เติบโต ส่วนตลาดในประเทศ ปิตุภูมิกล่าวว่า จะมุ่งเน้นในเรื่องของการขาย Licensing หรือคาแร็กเตอร์ของหมี Teddy House ให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำไปอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อีกทั้งจะมีการทำ Show Exhibition, Museum ไปจนถึง Theme Park โดยหวังว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสะท้อนกลับมาช่วยกระตุ้น Retail ได้อีกทางหนึ่ง


รายละเอียดแฟรนไชส์

ขนาดพื้นที่ : 25-45 ตารางเมตร
Franchise Fee : 300,000 บาท
เงินลงทุนเบื้องต้น : 1,000,000-1,500,000 บาท
Royalty Fee : 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
Marketing Fee : 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
ระยะสัญญา : 5 ปี

เรื่อง : ยุวดี ศรีภุมมา
ภาพ : กฤษฎา ศิลปไชย
smethailandclub
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ซานตา เฟ่ สูตรสำเร็จสเต๊กพันล้าน

ซานตา เฟ่ สูตรสำเร็จสเต๊กพันล้าน

ซานตา เฟ่ สูตรสำเร็จสเต๊กพันล้าน

หากให้นึกถึงร้านสเต๊กเฮาส์ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องนึกถึงแบรนด์ ซานตา เฟ่ มาเป็นอันดับต้นๆ แต่กว่าที่แบรนด์นี้จะก้าวเข้ามานั่งอยู่ในใจลูกค้าได้สำเร็จ ล้วนต้องผ่านบททดสอบสุดหินและการลองผิดลองถูกอยู่ไม่น้อย ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ถูกเปิดเผยโดย สุรชัย ชาญอนุเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ผู้ที่สร้างจุดเปลี่ยนให้รถไฟขบวนนี้ กลายให้เป็นสถานีสุดโปรดของลูกค้ามากมาย
แม้แบรนด์ ซานตา เฟ่ ที่จะอยู่บนเส้นทางความอร่อยในห้างสรรพสินค้ามายาวนานกว่า 12 ปี แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้เอง พร้อมๆ กับการเข้ามาบริหารงานของสุรชัย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น จากนั้นได้ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ และเป็น CEO ของบริษัท


“การที่เราเป็นร้านอาหาร ผมมองว่าเรื่องแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น แบรนด์ของเราจึงต้องมีเรื่องราวที่น่าจดจำ ซานตา เฟ่เป็นชื่อที่ผมเลือกเองกับมือ เพราะซานตา เฟ่เป็นเมืองหลวงในมลรัฐนิว เม็กซิโก มีบุคลิกที่น่าสนใจประกอบกันอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ การเป็นเมืองคาวบอย เลี้ยงโค และเป็นเมืองชุมสายรถไฟ ทีนี้มาย้อนดูตลาดสเต๊กในบ้านเรา แม้จะยังมีไม่เยอะมากในสมัยนั้น แต่ทุกคนต่างสร้างตัวตนว่าเป็นคาวบอยหรือใช้โลโก้เป็นรูปวัว ดังนั้น เราจึงสร้างความต่างและดึง Story ของรถไฟออกมา เมื่อแบรนด์มีเรื่องราว ขั้นตอนต่อมาคือ การออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราคาที่เหมาะสมกับการบริการ ให้เขาเห็นถึงเอกลักษณ์ตั้งแต่เดินเข้าร้าน พนักงานพาไปเลือกที่นั่ง วิธีการสั่ง การทวนอาหาร หรือแม้แต่การพรีเซ้นต์อาหาร เรียกว่าเป็น Experience Marketing ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ในทันที”
จากการกำหนด Output ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สุรชัยสามารถดีไซน์ Input และ Process ในการทำงานหลังบ้านได้ง่ายขึ้น

“Input ที่ว่าก็คือ เรื่องของบุคลากร วัตถุดิบและการทำงานหลังบ้านทั้งหมด เราดีไซน์การบริการออกมาเป็นรูปธรรม จะทำให้เรามองเห็นทันทีว่างานในแบบนี้เด็กอายุ 18 ปีก็ทำได้ อย่างการเทรนนิ่งพนักงาน ผมใช้หลัก Easy Step ปกติร้านอื่นอาจจะต้องเทรนด์เชฟ 3 ปี แต่ผมลดระยะเวลาเหลือเพียง 3 เดือน หรือเด็กเสิร์ฟที่วันแรกยังทำไม่คล่อง แต่วันต่อมาเขาสามารถทำเป็นทุกอย่าง นอกจากนี้ เรายังมองเรื่องบุคลากรในระยะยาวด้วย การทำร้านอาหารอัตราการเทิร์นโอเวอร์จะค่อนข้างสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ผมทำให้เหลือแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการที่เราสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็ก เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาก็สามารถเป็น Manager ร้านได้ทันที มันเป็นความผูกพันระหว่างเด็กและองค์กร”
อีกหนึ่งจุดที่สำคัญ ซึ่งทำให้นักธุรกิจรายนี้ สามารถเปลี่ยนยอดขายจากหลักร้อยล้านมาสู่พันล้านได้ในช่วงเวลาแค่ 4 ปี คือการปรับปรุงระบบที่ใช้ ให้สอดคล้องกับยอดขาย ถือเป็นการลดต้นทุนที่ยังคงคุณภาพไว้เท่าเดิม


“เมื่อผมเข้ามาบริหาร ผมสั่งยกเลิกระบบครัวกลางทันที ไม่ใช่ว่าระบบครัวกลางไม่ดีนะ ครัวกลางสามารถควบคุมคุณภาพมาตรฐานได้ง่ายกว่า แต่ครัวกลางมีต้นทุนสูงมาก เราก็ปรับมาสู่การใช้ระบบโลจิสติกส์ ด้วยการให้ ซัพพลายเออร์ของเราส่งวัตถุดิบโดยตรงถึงแต่ละสาขา ซึ่งเรามีเทคนิคที่สามารถรักษามาตรฐานของสเต๊กได้ นอกจากนี้ เรายังมีระบบควบคุมการผลิตซอสสูตรลับ Rambo อย่างดี ด้วยการแยกให้ซัพพลายเออร์ 2 ราย ผลิตส่วนผสมของซอสที่จะยังไม่สำเร็จรูป และค่อยนำมาผสมปรุงรสชาติเบ็ดเสร็จภายในร้านอาหาร เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งระบบการจัดการเหล่านี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ซานตา เฟ่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว”

จากการเปลี่ยนแปลงและความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ซึ่งปัจจุบันซานตา เฟ่มีสาขามากถึง 82 แห่งด้วยกัน นั่นเป็นเพราะความไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่ฝังอยู่ใน DNA ของชายคนนี้ ประกอบกับการใช้ช่วงระยะเวลากว่า 8 ปี เป็นดั่งสนามทดลองที่คอยลองผิดลองถูกว่าแบบไหนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับซานตา เฟ่

“สำหรับนักธุรกิจที่เขาเติบโตและมีวันนี้ได้ ทุกคนต่างพบกับคำว่าล้มเหลวมาก่อนทั้งนั้น เพียงแต่จะเป็นความล้มเหลวครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ไปเรื่อยๆ จนเจอกับความสำเร็จ เช่นเดียวกับผมที่ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันกว่าจะมีวันนี้ได้ เพราะถึงต่อให้เราล้มเหลวแต่ผมก็จะไม่ยอมล้มเลิกโดยเด็ดขาด”

จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่เป็นตัวนำพาให้ซานตา เฟ่เติบโตอย่างโดดเด่นนั้น อยู่ที่การให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์ การมีระบบงานหลังบ้านที่ดี และท้ายที่สุดคือ พลังของความเป็นผู้ประกอบการที่มีอยู่เต็มเปี่ยม จึงไม่แปลกใจเลยที่ซานตา เฟ่จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับรางวัล Bai Po Business Award by Sasin ครั้งที่ 11 ใน มิติการบริหารจัดการด้านการสร้างตราสินค้าและการตลาด (Branding and Marketing) การบริหารจัดการด้านการปฏิบัติการ (Operational Best Practice) และ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เดี๋ยวนี้การเดินทางไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางโดยเครื่องบินที่ราคาถูกลง แถมมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจออกมาไม่ขาดสาย และอาจจะด้วยยุคสมัยที่คนมีความกล้าและต้องการจะเห็นโลกกว้างมากขึ้น ทำให้คนนิยมไปต่างประเทศกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ
สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยว ไม่ว่าจะไปลุยเดี่ยว ไปกับแฟน เพื่อนซี้ หรือไปกับครอบครัว แต่อาจจะมีงบค่อนข้างจำกัด วันนี้เราขอแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในการท่องเที่ยวได้อย่างไม่ยากเย็น แถมยังแฮปปี้กับทริปอีกต่างหาก มาดูกันเลยค่ะ
เที่ยวช่วงที่ไม่ใช่ ไฮ ซีซั่น
ทุกคนคงพอจะทราบว่า ช่วง ไฮ ซีซั่น คือช่วงฮอทฮิตที่คนนิยมไปเที่ยวกันในสถานที่นั้นๆ อย่างประเทศไทยก็ช่วงปลายปีจนถึงประมาณเดือนมีนาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป ฝนไม่ค่อยตก ฉะนั้น ทั้งชาวต่างชาติและคนในประเทศจึงแห่กันไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ช่วงนี้
เหตุนี้จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ อัพราคาสินค้าและบริการของตนเองให้สูงขึ้นเพราะรู้ว่า ยังไงก็มีคนจ่ายแน่นอน สร้างกำไรมหาศาล อย่างโรงแรมที่ปกติมีราคาห้องธรรมดา 500 บาท อาจปรับราคาสูงถึง 1,000 บาทในช่วง ไฮ ซีซั่น ก็ได้
ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะประหยัดเงิน ก็ลองวางแผนไปเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่ ไฮ ซีซั่น จะดีกว่า รับรองว่าประหยัดเงินได้เยอะเลยล่ะ แถมยังคนไม่แออัดด้วย
ยืดหยุ่นกับการเลือกเที่ยวบิน

สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางทางอากาศ เราขอแนะนำให้ใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินอย่าง Kayak.com หรือ Cheaptickets.com เพราะเราจะได้เลือกดีลเที่ยวบินที่ถูกที่สุด กับสายการบินที่เราพอใจได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ ถ้าเป็นไปได้ให้ซื้อตั๋วแบบที่บินกลางสัปดาห์จะดีกว่าบินช่วงสุดสัปดาห์ และถ้าไปต่างประเทศอาจจะเลือกแบบที่เปลี่ยนเครื่อง 1-2 ที่ก่อนจะถึงปลายทาง ซึ่งสำหรับการเดินทางคนเดียวอาจจะดูเหมือนประหยัดได้ไม่มาก แต่ถ้าเดินทางพร้อมกันเป็นครอบครัว 3-5 คน จะเห็นได้ว่าประหยัดได้มากเลยล่ะค่ะ
ลืมโรงแรมดังไปได้เลย

ส่วนมากโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั้งหลายมักมีค่าห้องที่แพงสุดๆ แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีๆ เวลาเราไปเที่ยว เราไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันอยู่ในโรงแรมเสียหน่อยใช่ไหมล่ะ? ยังไงเราก็ต้องอยากออกไปทำนั่นทำนี่ข้างนอกให้คุ้มกับที่มาเที่ยว ฉะนั้น เราจะจ่ายเงินหลายพันให้กับโรงแรมที่เราแค่ใช้เวลานอนไม่กี่ชั่วโมงทำไมล่ะ

ลองหันมาใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาค่าห้องโรงแรมอย่าง Agoda.com หรือ Expedia.com ที่จะช่วยแสดงรายการค่าที่พักโรงแรมในราคาพิเศษสุดๆ หรือจะใช้ Airbnb.com ที่เป็นแหล่งของผู้ปล่อยให้เช่าที่พักรายย่อย ที่มักมีราคาถูกและเราสามารถพูดคุยกับเจ้าของที่พักได้โดยตรงด้วย

หรือถ้าใครอยากจะสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นของสถานที่ที่จะไปเที่ยวจริงๆ ลองใช้เว็บไซต์ CouchSurfing.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้เราเป็นแขกในบ้านของคนในท้องถิ่นได้ฟรีๆ แถมยังทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่นจริงๆ เผลอๆ ได้ไกด์เที่ยวฟรีด้วยอีกต่างหาก
จองทัวร์ในวินาทีสุดท้าย

ปกติ เวลาเราจะเดินทางทางเครื่องบิน ตั๋วเครื่องบินจะแพงสุดๆ เวลาเราจะจองใกล้เดินทาง แต่รู้ไหมคะว่า พวกทัวร์ต่างๆ จะสามารถลดราคาค่าทัวร์ให้เราได้เยอะเลยถ้าเราไปจองในวินาทีสุดท้าย

อย่างสมมุติเราไปเมืองที่มีทะเล เวลาเขาจะออกเรือไปที่เกาะต่างๆ เขาก็คงไม่อยากให้เรือมีคนน้อยๆ ต่อรอบหรอก ฉะนั้น บริษัทพวกนี้จะยอมขายถูกลงหน่อย ขอแค่เราขึ้นเรือไปรอบนั้นด้วยให้เรือเต็มเท่านั้นเอง จากที่อาจต้องเสียเงินคนละ 400 บาท เราอาจได้จ่าย 300 บาท เป็นต้น
เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ

แทนที่จะนั่งแท็กซี่ตลอดทริป ลองนั่งรถประจำทางหรือรถไฟจะประหยัดกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเพราะแท็กซี่ต่างประเทศแพงสุดๆ ลองหาแผนที่ ศึกษาเส้นทางการเดินทางโดยการใช้ขนส่งสาธารณะดู ถ้างงๆ ก็ถามคนแถวนั้นดู หรือถามเจ้าหน้าที่ในที่พักของเราก็ได้

การเดินทางด้วยวิธีนี้ นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นสภาพวิถีชีวิตของคนในที่แห่งนั้นมากกว่า มีอะไรให้มองเยอะกว่า และอาจจะได้เพื่อนใหม่ง่ายๆ ด้วย
กินของท้องถิ่น

สำหรับคนที่ชอบลองทานอาหารหลากหลายชนิดข้อนี้คงทำได้สบายมาก ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหน ลองหาอาหารตามริมทางหรือในย่านที่ไม่ใช่ย่านนักท่องเที่ยวดู เพราะนั่นมักจะเป็นอาหารที่คนท้องถิ่นกินกันเป็นปกติ และมักมีราคาไม่แพง

อาหารเป็นสิ่งที่แสดงถึงวีถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น ถ้าอยากซึมซับความเป็นท้องถิ่นของที่ที่เราไป ถ้าเป็นต่างประเทศ ก็ควรทานอาหารของประเทศนั้น ไม่ใช่มัวมองหาร้านอาหารไทย อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

การไปท่องเที่ยวให้ประหยัด ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเจอกับความลำบาก เพราะมันคือการใช้เงินอย่างชาญฉลาด โดยเลือกมองสิ่งที่อาจไม่ได้มอบความสะดวกสบายที่สุด ให้เป็นโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

แทนที่เราจะเสียเงินหลายพันหลายหมื่นที่เก็บออมไว้หลายเดือนกับทริปทริปเดียว สู้เอาเงินตรงนี้ไว้ใช้เที่ยวให้ได้หลายๆ ที่ดีกว่า หวังว่าทุกคนจะสามารถเอาเคล็ดลับการท่องเที่ยวแบบกระเป๋าไม่ฉีกที่ มาสิ แนะนำไปปรับใช้กับตัวเองในทริปครั้งหน้า แล้วอย่าลืมเปรียบเทียบบัตรสมาชิกโรงแรมเพื่อเปรียบเทียบส่วนลดเจ๋งๆ จากเราด้วยนะคะ!

หวั่นนโยบาย”อุตสาหกรรม 4.0″ ทำคนตกงานพุ่ง เสนอยกเลิกจ้างเหมาจ่าย

หวั่นนโยบาย"อุตสาหกรรม 4.0" ทำคนตกงานพุ่ง เสนอยกเลิกจ้างเหมาจ่าย

หวั่นนโยบาย”อุตสาหกรรม 4.0″ ทำคนตกงานพุ่ง เสนอยกเลิกจ้างเหมาจ่าย

เครือข่ายผู้ใช้แรงงานห่วง “อุตสากรรม 4.0” ทำคนตกงานเพียบ เรียกร้องยกเลิกจ้างเหมาจ่าย หามาตรการรองรับผลกระทบการเลิกจ้างแรงงาน หลังจากบริษัทโตโยต้าเลิกจ้างพนักงาน ชี้ที่ผ่านมากฎหมายไม่ได้แยกสิทธิลูกจ้างประจำ-ชั่วคราว

การปลดลูกจ้างเหมาค่าแรงประมาณ 900 คน ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย และเงินเพิ่มพิเศษให้กับลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการ “จากกันด้วยใจ” โดยอ้างเหตุผลเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการส่งออก

นายวิสุทธิ์ เรืองฤทธิ์ รองประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องผิดปกติและอาจหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้าง หากการปลดเกิดจากผลกระทบอุตสาหกรรม 4.0 ที่นำเทคโนโลยีมาทดแทนคน

ศ.พิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลิกจ้างของนายจ้างไม่ผิดกฎหมาย แต่ควรให้ความยุติธรรมทั้งทางกฎหมายและสังคม กรณีดังกล่าวเห็นว่าบริษัทแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้ลูกจ้างดำเนินการฟ้องร้องนายจ้าง ทั้งที่การเลิกจ้างจากภาวะเศรษฐกิจ ต้องเกิดขึ้นทุกระดับของนายจ้างและลูกจ้าง

เครือข่ายผู้ใช้แรงงานยังตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทดังกล่าวติดอันดับ 2 ของประเทศที่มีรายได้สูงสุดกว่า 400,000 ล้านบาท และผลกำไรสูงสุดเป็นอันดับ 4 มากเกือบ 30,000 ล้านบาท จึงไม่สอดคล้องกับเหตุผลภาวะเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกการจ้างงานเหมาค่าแรงทุกรูปแบบในทุกกระบวนการผลิต และหามาตรการรองรับผลกระทบการเลิกจ้างแรงงานจากอุตสาหกรรม 4.0 เพราะที่ผ่านมากฎหมาย ไม่ได้แยกสิทธิของลูกจ้างประจำกับลูกจ้างเหมาค่าแรงอย่างชัดเจน

รีวิวแอพของธนาคารต่าง ๆ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ได้ ง่ายจัง !

รีวิวแอพของธนาคารต่าง ๆ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ได้ ง่ายจัง !

รีวิวแอพของธนาคารต่าง ๆ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ได้ ง่ายจัง !

ถ้าพูดถึงกิจกรรมธุรกรรมในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็น การฝาก การถอน การโอน แล้วละก็ หลาย ๆ คน คงจะได้แต่ส่ายหน้า เพราะต้องถ่อไปถึงธนาคาร หรือไม่ก็ตู้ ATM จึงจะสามารถทำได้ กลายเป็นว่าพอมีงานธุรกรรมทางการเงินแต่ละที ก็ต้องรอให้ทำธุระเสร็จก่อนจึงจะไปได้ หรือไม่ก็ต้องสละเวลาอันมีค่า เพื่อไปเค้าน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้ ATM
แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะว่าในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก โทรศัพท์ที่แต่เดิมอุดมไปด้วยปุ่มกด สามารถโทรเข้า-โทรออก ได้อย่างเดียว ก็กลายเป็นสมาร์ทโฟนจอสัมผัส ที่สามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย และหลาย ๆ ธนาคาร ก็มองเห็นช่องทางในการใช้สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์

เพราะฉะนั้น ก็เลยเกิดการคิดค้น application ที่สามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ขึ้นมา ทำให้ผู้มีบัญชีเงินฝากของแต่ละธนาคาร สามารถเช็คยอด โอนเงิน ชำระบิลได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเค้าน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้ ATM อีกต่อไป ซึ่งแอพพลิเคชั่นของแต่ละธนาคาร มีการผลิตออกมาให้รองรับกับโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น IOS, Android หรือ Windows Phone
เริ่มจากธนาคารแรกก่อน คือ ธนาคารกสิกรไทย แอพของธนาคารนี้จะมีให้โหลดใน App Store, Play Store และ Windows Store ภายใต้ชื่อว่า K-Mobile Banking แอพนี้ตัวผู้เขียนเองก็ใช้อยู่ อยากจะบอกเลยว่าเป็นแอพที่เสถียรดี ล็อกอินง่าย เมนูต่าง ๆ ก็มีมาให้พร้อม ทั้งสอบถามยอด โอนเงิน ชำระบิล เช็คการเคลื่อนไหวของบัญชี เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีปัญหาเด้งออกเองไม่ว่าจะเปิดค้างไว้นานแค่ไหนก็ตาม รวมถึงยังไม่กินปริมาณความเร็วอินเทอร์เน็ตไปเยอะด้วย แต่ข้อเสียของแอพนี้ที่ผู้เขียนเจอ คือ ชอบล็อกเอ้าท์ออกให้เอง แล้วก็ให้ล็อกอินใหม่ จนบางทีทำให้หงุดหงิดอยู่พอสมควร แต่อาจเป็นเพราะผู้เขียนใช้แอพนี้บน Windows Phone Nokia Lumia ซึ่งปกติแอพบน Windows Phone ก็ไม่ค่อยจะได้รับการพัฒนาอยู่แล้ว เลยยังไม่มีใครมาแก้ไขบั๊คให้ หวังว่าถ้าทางธนาคารกสิกรไทยมาอ่านบทความนี้ จะช่วยพัฒนาแอพบน Windows Phone ให้เสถียรมากขึ้นหน่อยนะครับ (กราบ)

ธนาคารต่อไปที่จะกล่าวถึง คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือแบงค์เหลืองนั่นเอง แอพของธนาคารนี้ก็ตั้งชื่อตามธนาคารเลย นั่นก็คือ Krungsri ภายในแอพก็จะมีเมนูสำคัญ ๆ มาให้ เช่น เมนูสำหรับสอบถามความเคลื่อนไหวของบัญชี โอนเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการ รวมถึงยังสามารถใช้ค้นหาจุดบริการของธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ด้วย เรียกได้ว่า ครบเครื่องเรื่องบัญชีจริง ๆ อีกทั้งแอพของธนาคารกรุงศรีฯ ยังมีการทำออกมาอย่างเสถียร ไม่ต้องกลัวเลยว่าทำรายการอยู่ดี ๆ แอพเด้ง เงินหาย หรือต้องมานั่งล็อคอินใหม่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

ธนาคารต่อไป คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีการผลิตแอพที่ชื่อว่า SCB Easy ออกมา ซึ่งก็ Easy สมชื่อจริง ๆ เพราะสามารถเช็คยอด โอนเงิน จ่ายบิลค่าสินค้า และบริการต่าง ๆ อีกทั้งยังส่ามารถใช้เติมเงินโทรศัพท์มือถือ และเติมเงินทางด่วนได้ด้วย แต่ข้อด้อยบางอย่างของแอพนี้ก็ยังมีอยู่ คือ ล็อกอินยาก เพื่อนของผู้เขียนที่ใช้บริการจากแอพนี้อยู่ ตอนที่สมัครใช้ กว่าจะได้รับรหัสมาก็เลือดตาแทบกระเด็น แต่เชื่อว่าตอนนี้ ทางธนาคารไทยพาณิชย์น่าจะมีการปรับปรุงระบบแล้ว รับรองว่า ถ้าท่านใช้แอพนี้ได้เมื่อไร จะรู้เลยว่า คำว่า SCB Easy เป็นอย่างไร

ธนาคารใหญ่อีกธนาคารหนึ่งที่มีแอพที่ขึ้นชื่อว่าเสถียร ใช้งานง่าย ที่จะไม่กล่าวถึงก็คงไม่ได้ นั่นก็คือธนาคารกรุงเทพ หรือแบงค์บัวหลวง กับแอพที่มีชื่อว่า Bualuang M Banking การใช้งานโดยทั่ว ๆ ไป ก็จะเหมือนกับแอพพลิเคชั่นของธนาคารต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างบน อันได้แก่ เช็คยอด ชำระบิล หาที่ตั้งจุดบริการของธนาคาร อะไรก็ว่าไป แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้แอพ Bualuang M Banking ต่างจากแอพของธนาคารอื่น ก็คือ สามารถใช้เพื่อการซื้อ ขาย หน่วยลงทุนได้ จึงยิ่งทำให้การทำธุรกรรมกับธนาคารกรุงเทพ มีความสะดวกขึ้นไปอีก

แอพพลิเคชั่นของธนาคารสุดท้าย ที่จะขอนำมากล่าวถึงในบทความนี้ ก็คือ KTB Netbank ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่พอสมควร และแอพพลิเคชั่นของธนาคารนี้ก็ถือว่า ใช้งานง่าย ใช้งานสะดวก เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เลขที่บัญชีของผู้รับโอน ในการโอนเงินอีกต่อไป แต่สามารถโอนเข้าเบอร์โทรศัพท์ของผู้รับโอนได้เลย นอกจากนี้ ยังเป็นแอพพลิเคชั่นที่สมัครใช้งานง่าย รับรหัสง่าย และโอนเงินปลอดภัย 99.99% อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารในประเทศไทยไม่ได้มีอยู่แค่ 5 แห่งนี้เท่านั้น ยังมีอีกหลายธนาคารที่เปิดขึ้นมาให้บริการประชาชนตาดำ ๆ อย่างเรา และทุกธนาคารก็ล้วนมีแอพพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารทหารไทย ที่มีแอพชื่อว่า TMB Touch, ธนาคารธนชาติ ที่มีแอพตามชื่อธนาคารว่า Thanachart, ธนาคารยูโอบี ที่มีแอพชื่อว่า UOB Mobile Thailand, ธนาคารซิตี้แบงค์ ที่มีแอพชื่อว่า Citi Mobile, ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ที่มีแอพชื่อว่า CIMB Click, หรือธนาคารออมสิน ที่มีแอพชื่อว่า MyMo By GSB เป็นต้น

แต่เนื่องจากฟังก์ชั่นการใช้งานของแอพจากแต่ละธนาคารก็มีความเหมือน ๆ กัน คือ เช็คยอด โอนเงิน ชำระบิล หาที่ตั้งธนาคาร สำหรับแอพของธนาคารออมสิน จะมีเมนูแจ้งเตือนเวลาถูกสลากออมสินเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นจะไม่ขอกล่าวถึงให้ยืดยาวจนเกินไปนัก
อย่างไรก็ตาม มีบางธนาคารที่ไม่มีแอพพลิเคชั่นให้บริการบนมือถือ หรือถึงมี ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ตเตอร์ ธนาคารไอซีบีซี เป็นต้น การใช้บริการแบบออนไลน์กับธนาคารเหล่านี้ อาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบ Internet Banking แทน
สำหรับแอพพลิเคชั่นของแต่ละธนาคาร ในปัจจุบันสามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ผ่านทาง App Store (สำหรับอุปกรณ์ตระกูล Apple) Play Store (Android) และ Store (Windows Phone) ไม่เสียค่าบริการดาวน์โหลด รับรองว่า ถ้าท่านได้ใช้แอพพลิเคชั่นธนาคารบนมือถือเมื่อไร ท่านจะลืมความลำบาก จากการต้องถ่อไปโอนเงิน ถามยอด ตามเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้ ATM ไปเลย

ตารางคำนวณแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ที่ไม่หักลดหย่อน จะเสียภาษีเท่าไหร่? ห้ามพลาด!!

ตารางคำนวณแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ที่ไม่หักลดหย่อน จะเสียภาษีเท่าไหร่? ห้ามพลาด!!

ตารางคำนวณแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ที่ไม่หักลดหย่อน จะเสียภาษีเท่าไหร่? ห้ามพลาด!!

  หลังจากที่พวกเราทราบข่าวดีของ การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 กันไปแล้วโดยสามารถหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้ 100,000 บาท และใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง ครับ ซึ่งทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะได้มีเงินใช้จ่ายมากขึ้น หรือ เก็บออมกันมากขึ้นนั่นเองครับ

ถ้าจะพูดถึง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ การเสียภาษี ที่เราๆเรียกกันนั่นแหละครับ ซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่าใครมีหน้าที่ต้องเสียบ้าง ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น บุคคลธรรมดา, ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล, ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี, กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง และ วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน นั่นเองครับ
การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 มีอะไรใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปบ้าง ?

เพื่อนๆพอทราบกันแล้วใช้ไหมครับว่า การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 60 นี้ มีจุดเด่นๆก็ตรงที่ ใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาทนั้น ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังมีค่าลดหย่อนใหม่ กับ โครงสร้างการการจัดเก็บภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปครับ เรามาเริ่มกันที่ ค่าลดหย่อนใหม่กันเลยเลยครับ ซึ่งจะมีอะไรแตกต่างจากเดิมบ้าง พวกเราไปดูกันเลครับ

– สำหรับผู้มีเงินได้ส่วนบุคคลจากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาทต่อปีครับ
– สำหรับคู่สมรสจากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาทนั่นเองครับ
– สำหรับค่าลดหย่อนจากการมีบุตร จากเดิมลดหย่อนบุตรคนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คนนั้น จะเพิ่มเป็นหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท ซึ่งไม่จำกัดจำนวนบุตรครับ อีกทั้งยังยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรด้วยครับ

– สำหรับคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
– สำหรับกองมรดก จากเดิม 30,000 บาท ปรับเป็น 60,000 บาทครับ
– สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จากเดิมหุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท ปรับเป็นให้หักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาทครับ

จากการเปลี่ยนแปลงเรื่อง ค่าลดหย่อนใหม่ นั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเลยล่ะครับ สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีใหม่นี้ถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆเลยครับ ต่อไปเราไปดูกันดีกว่าว่า โครงสร้างการการจัดเก็บภาษีแบบใหม่นั้นจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง พวกเราไปดูกันเลยครับ
– สำหรับเพื่อนๆที่รายได้ไม่ถึง 150,000 บาท ต่อปี จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 150,001-300,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 5%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 300,0001-500,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 10%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 500,001-750,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 15%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 750,001-1,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 20%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 25%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 30%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 5,000,001 บาทขึ้นไป ต่อปี จะต้องเสียภาษี 35%

ซึ่งสำหรับเพื่อนๆที่จะต้องเสียภาษี โดยไม่หักค่าลดหย่อนอะไรเลยจะต้องจ่ายเท่าไหร่บ้าง ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะพวกเราทีมงาน Moneyhub ได้สรุปรายจ่าย สำหรับพนักงานหรือผู้ที่เงินเดือนรายได้อื่นๆ ตรงตามเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีในปี 2560 ครับ ซึ่งการที่เราต้องเสียภาษีนั้นจะต้องจ่ายเท่าไหร่ พวกเราได้คำนวณไว้ให้คร่าวๆกันแล้วครับ ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น สำหรับเพื่อนๆที่ไม่หักลดหย่อนอะไรเลย จะได้เสียภาษีตามข้อมูลในตารางครับ

จากตารางข้างต้น แสดงให้เห็นการคำนวณการเสียภาษีคร่าวๆของเพื่อนๆที่ไม่หักลดหย่อนอะไรเลยครับ ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 นี้เกิดผลดีกับเพื่อนๆอย่างแน่นอนครับ เรื่องเด่นๆก็คือ ใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเองแหละครับ ส่วนเพื่อนๆที่เงินเดือนตามเงื่อนไขที่จะต้องเสีย ก็ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ในส่วนต่างๆนั่นเองครับ อีกทั้งการลดหย่อนแบบนี้ทำให้เพื่อนๆที่มีภาระได้เบาใจขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น เงินใช้จ่ายต่างๆมากขึ้น เพื่อใช้จ่ายสำหรับครอบครัวของเราด้วยแล้วการมีเงินสำรองต่างๆ รายจ่ายน้อยลงก็ถือว่าดีมากๆเลยล่ะครับ