อ.เจษฎา แนะวิธีป้องกันงูโผล่ชักโครก ชี้ราดน้ำมันก๊าดอันตราย

อ.เจษฎา แนะวิธีป้องกันงูโผล่ชักโครก ชี้ราดน้ำมันก๊าดอันตราย

อ.เจษฎา แนะวิธีป้องกันงูโผล่ชักโครก ชี้ราดน้ำมันก๊าดอันตราย

จากกรณีที่มีงูโผล่ออกมาจากชักโครกแล้วฉกกัดผู้ที่กำลังนั่งปลดทุกข์ จนเป็นข่าวโด่งดังหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งล่าสุด มีงูเหลือมโผล่ออกมาจากโถส้วมซึม แล้วกัดเข้าที่อวัยวะเพศของหนุ่มรายหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ผศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ถึงกรณีดังกล่าว โดยได้แนะนำวิธีการป้องกัน ระบุดังนี้…

จริงหรือ ที่ “ใช้น้ำมันก๊าดใส่โถส้วมไล่งูได้” ? … ไม่น่าได้ และอันตรายด้วย

มีคนถามมาหลายสิบคนว่าจริงหรือเปล่า ที่จะแก้ปัญหางูขึ้นมากับส้วมซึมหรือชักโครก ด้วยการเอาน้ำมันก๊าดหนึ่งแก้ว เทใส่แล้วราดน้ำ น้ำมันก๊าดจะไปไล่งู ไล่สัตว์มีพิษหนีไป เพราะสัตว์มีพิษเกลียดน้ำมันก๊าด

คำตอบคือ คงไม่เวิร์คครับ เรื่องน้ำมันก๊าดไล่งูได้นั้นเป็นความเชื่อที่มีกันมานาน และจะเจอเป็นคำแนะนำทั้งในไทยเราและในต่างประเทศ แต่ข้อมูลจากศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. ได้ไปสัมภาษณ์คุณธนพงษ์ ตวัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงู ยืนยันว่าจริงๆ แล้วงูไม่กลัวน้ำมันก๊าดแต่อย่างไร

ประเด็นต่อมาคือ เราจะใส่น้ำมันก๊าดลงไปในโถส้วมได้หรือไม่ ผมคิดว่าได้ ไม่น่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภัณฑ์ เพียงแต่มันเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้และลอยน้ำ ไม่แน่ใจว่าไอระเหยมันจะขึ้นมา และเป็นอันตรายถ้ามีการจุดไฟ เช่น สูบบุหรี่ หรือเปล่า (แต่จริงๆ สูบบุหรี่ในห้องน้ำ ก็อาจเป็นอันตรายจากก๊าซมีเทนได้ ถ้ามีรั่วซึมขึ้นมา)

เดาว่าคนสนใจเรื่องนี้กันเยอะ เพราะข่าวที่เจองูตามโถส้วม (แถมกัดปิ๊กกาจู้ไปด้วย) จริงๆ แล้วถ้าจะแก้ปัญหาให้ตรง ควรจะตรวจเช็คห้องน้ำในบ้านตัวเองดีกว่า โดยเฉพาะบ้านเก่าที่มีห้องน้ำแบบส้วมซึมหรือมีระบบท่อที่ชำรุด งูอาจจะเลื้อยผ่านเข้ามาจากท่อระบายน้ำ หลุดเข้ามาที่บ่อเกรอะ แล้วผ่านไปท่อที่เชื่อมเข้ากับคอห่าน จนสามารถไปโผล่ที่โถได้

ถ้าสงสัย ก็ควรให้ช่างมาตรวจดูระบบท่อระบายและระบบบ่อเกรอะ แล้วให้ช่าง ติดตั้งตะแกรงกันงูตามท่อน้ำทิ้ง เพื่อป้องกันงูจะได้ไม่เลื้อยเข้ามา / รวมถึงควรจะปิดประตูห้องน้ำให้สนิททุกครั้ง กันงูเข้าไปครับ”

สศก.เผยประกาศใช้ทะเบียนเกษตรกรปี59มิ.ย.

สศก.เผยประกาศใช้ทะเบียนเกษตรกรปี59มิ.ย.

สศก.เผยประกาศใช้ทะเบียนเกษตรกรปี59มิ.ย.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ระเบียบขึ้นทะเบียนเกษตรกรฉบับ ปี 59 พร้อมประกาศใช้เดือนมิถุนายนนี้

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ. 2559 ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการพิจารณาร่างระเบียบดังกล่าว โดยทาง สศก. ได้ส่งร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ. 2559 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำนักกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ข้อคิดเห็นต่อร่างระเบียบฯ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกัน ในรูปแบบของ ต้นแบบ (Single Form) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้

โดยมีสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขร่างระเบียบในครั้งนี้ ประกอบด้วยประเด็นต่าง ๆ อาทิ การขยายขอบข่ายการประกอบการเกษตรให้ครอบคลุมทุกภารกิจ โดย เพิ่มชนิดสินค้า ให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน ในสังกัด กษ. ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร สามารถขอขึ้นในนามของครัวเรือนหรือรายสินค้า กำหนดให้มีหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนปรับปรุงเพิ่มเติมหน่วยงานในสังกัด กษ. ในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ให้นายทะเบียนมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขได้ เป็นรายสินค้า หรือรายครัวเรือน และหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียน กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร กำหนดการสิ้นสภาพ และกำหนดให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนเกษตรกรในระดับจังหวัด โดยให้มีหน้าที่บริหารจัดการหรือดำเนินการอื่นใด เพื่อประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้บรรลุวัตถุประสงค์ คาดว่า จะพร้อมประกาศใช้ได้ในเดือนมิถุนายนนี้

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

หลายคนเคยสงสัยว่าเงินเดือนที่ได้หายไปไหนหมด??? หรือหาคำตอบไม่ได้เลยว่าเงินในบัญชีไม่เหลือเลยตอนสิ้นเดือนเพราะอะไร??? ยิ่งกว่านั้นคือคุณเริ่มคิดบ่อยขึ้นทุกทีว่า ‘เงินหายไปไหน?’ ถ้าคุณเป็นแบบที่เรากล่าวถึงในข้างต้นล่ะก็บอกได้เลยว่าสถานะทางการเงินของคุณมาถึงจุดอันตรายซะแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ เพราะใครๆก็คงคิดแบบนี้ก็ลองมาดูกันว่าคุณมีสัญญาณอันตรายด้านการเงินรึเปล่า

สัญญาณที่ 1 ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม

หลายๆคนคงอยากยินว่าตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นทุกคนก็อยากใช้เงินเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย แต่หากคุณสนใจแต่เฉพาะรายจ่ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตล่ะก็ รายได้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและยังไม่สามารถเก็บออมเงินได้แน่นอน สิ่งที่คุณควรระวังคือพยายามรักษาระดับรายจ่ายของคุณให้คงที่อยู่เสมอในขณะที่อีกทางคือการเพิ่มรายได้จากทางอื่นๆถึงจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ!

สัญญาณที่ 2 ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง

หลายคนที่มีแก้ไขปัญหาทางการเงินไม่ได้มักเชื่อว่า ‘ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง’ ซึ่งบอกได้เลยว่านั่นเป็นหนึ่งในเส้นทางสู่ความล้มเหลวทางด้านการเงิน เพราะโดยทั่วไปพวกเขามักคิดถึงเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในวันนี้เช่น วันนี้อะไรคือเรื่องจำเป็น แต่ไม่ได้มีการวางแผนสำหรับอนาคตเพื่อเตรียมรับมือแต่อย่างใดเพราะเชื่อว่าในอนาคตก็จะหาทางออกได้เอง หากคุณคิดแบบนี้ขอให้ลองเปลี่ยนความคิดที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมด เช่นหากเราตัดสินใจใช้เงินตอนนี้แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้เราตัดสินใจอย่างดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

สัญญาณที่ 3 ไม่เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ยังตอนนี้

ในวัยทำงานหลายคนใช้เงินหมดไปกับการซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ และคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องเริ่มออมเงิน แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการออมเงิน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อยขนาดไหนก็ตาม! เราขอแนะนำให้คุณเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ คนรวยหลายๆคนแนะนำว่าคุณควร ‘เก็บออม’ ก่อนนำเงินที่เหลือมาใช้ ใช้วิธีการนี้รับรองว่าคุณจะมีเงินเก็บจำนวนมากจนคุณคาดไม่ถึงเลย
TIP ลองใช้ Internet Banking เพื่อโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินเก็บที่เราแยกไว้อีกบัญชี แล้วคุณจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการเก็บเงินอีกต่อไป

สัญญาณที่ 4 ไม่รู้ว่าใช้เงินซื้อจ่ายอะไรบ้าง

หลายคนคิดว่าตัวเองรู้ดีว่ารายได้มาจากที่ไหนแล้วใช้ซื้ออะไรไปบ้าง ทว่าในความเป็นจริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นแบบนั้น เพราะเกือบทุกคนจำได้เฉพาะรายจ่ายก้อนใหญ่ๆเท่านั้น แต่รายจ่ายเล็กๆต่างหากที่ทำให้รายได้ของเราหายไปแบบไม่รู้ตัวเลย

TIP ไอเดียง่ายๆที่จะช่วยให้คุณรู้ว่ารายจ่ายของคุณไปไหนก็คือ การเขียนบันทึกว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่และใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะซื้อของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ก็ตาม รับรองว่าแค่นี้คุณก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้แล้ว

สัญญาณที่ 5 ไม่เคยตั้งงบรายจ่าย

คุณทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่! อย่าลืมจุดสำคัญอีกจุดเริ่มต้นของการเก็บออม นั่นก็คือการตั้งงบรายจ่าย การตั้งงบรายจ่ายให้ตรงกับความเป็นจริงและมีหลักฐานเพื่อตรวจเช็คได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จทางการเงิน ตั้งงบรายจ่ายและทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ บอกได้เลยว่าแค่นี้ก็เห็นความแตกต่างของเงินในบัญชีของคุณ แต่หากคุณตั้งงบประมาณไม่ดี ก็จะทำให้การใช้จ่ายของคุณเกิดรอยรั่วได้ง่าย

สัญญาณที่ 6 แยกไม่ออกระหว่าง ‘จำเป็น’ กับ ‘อยากได้’

การเก็บออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ การจัดลำดับความสำคัญ คุณต้องแบ่งได้อะไรคือสิ่งที่คุณ ‘ต้องมี’, ‘มีก็ดี’ หรือ ‘ไม่มีก็ได้‘ ในการจ่ายของคุณแต่ละครั้ง หากคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องร่ำรวยขึ้น คุณต้องยอมแลกกับความต้องการบางอย่างในตอนนี้ ถึงคุณจะไม่ชอบก็ตาม

TIP เขียนเป้าหมายทางการเงินของคุณให้ชัดเจน แล้วติดเป้าหมายไว้ในที่ๆคุณมองเห็นได้ชัด เพื่อที่จะอ่านเตือนใจให้ยึดมั่นกับแผนนี้อย่างสม่ำเสมอ

สัญญาณที่ 7 หนี้วันนี้ใช้วันหน้า

หลายคนในปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นหนี้กันทั่วหน้า ทำให้ดอกเบี้ยที่เป็นของแถมจากการเป็นหนี้นั้นพอกพูนจนกระทั่งไม่รู้จะชำระหนี้ยังไงดี และหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะชดใช้หนี้เหล่านี้ยังไงก็เลือกที่จะปิดตาหนึ่งข้างโดยหวังว่าจะนำรายได้ที่มีมาใช้หนี้ทั้งหมดโดยไม่มีการออม ก่อนอื่นต้องแก้ไขโดยการใส่รายการชำระหนี้ที่ด้านบนสุดของเป้าหมายทางการเงินของคุณ และเมื่อมีรายได้เข้ามาต้องแบ่งเงินสำหรับการชำระหนี้ทุกครั้ง แค่นี้คุณก็สามารถปลดหนี้ได้เร็วขึ้นแล้ว

สัญญาณที่ 8 ไม่พลาดทุกเทรนด์

การซื้อสินค้าหากทำอย่างพอดี หรือซื้อเพราะความจำเป็นต่องานของคุณนั้นเป็นสิ่งที่คุณสมควรทำ แต่การซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่และเปลี่ยนรุ่นตลอดเวลาเพราะคิดว่าตัวเองต้อง ‘ตามเทรนด์’ ตลอดเวลานั้นสร้างความเสียหายทางทางการเงินได้ ดังนั้นก่อนซื้อทุกครั้งอย่าลืมคิดว่า ‘จำเป็น’ หรือแค่ ‘อยากได้’

การออมเงินไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินออมก่อน แต่เราต้องสร้างเงินออมขึ้นมาเอง เริ่มจากการเปลี่ยนสัญญาณอันตรายทั้ง 8 ข้อให้เป็นแนวคิดที่จะช่วยให้คุณมีเงินออมโดยที่คุณไม่ต้องอดหรือกดดันตัวเองจนเกินไป แล้วการออมเงินจะกลายเป็นหนทางสู่ความร่ำรวยในอนาคตโดยคุณเองไม่รู้ตัว!!!

มาทำความรู้จัก บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) กันเถอะ!

มาทำความรู้จัก บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) กันเถอะ!

มาทำความรู้จัก บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) กันเถอะ!

ปัจจุบันมีบัตรเครดิตมากหมายหลายประเภทให้เราได้เลือกใช้ แต่ละใบให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทำให้เวลาเลือกต้องศึกษาข้อมูลให้ดีๆ เพราะต้องเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเราจึงจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากมันสูงสุด

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีความต้องการชัดเจนว่าอยากประหยัดเงินให้ได้มากที่สุดจากการใช้บัตร และประเภทที่เหมาะกับคุณมากที่สุดน่าจะเป็นประเภทบัตรคืนเงิน หรือบัตรที่มี cash back นั่นเอง

บัตรเครดิตแบบคืนเงิน คืออะไร

บัตรแบบคืนเงิน เป็นบัตรที่มอบส่วนลดให้เราในรูปแบบของเงิน ซึ่งปกติแล้ว เงินคืนจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบและคืนเข้าบัญชีบัตรของเราตอนสิ้นเดือนในเดือนถัดมา

โดยทุกครั้งที่เราซื้อสินค้าจากร้านค้าที่กำหนด เช่น ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต สายการบิน หรือสถานที่อื่นๆ โดยใช้บัตรเครดิตแบบคืนเงิน เราจะได้รับเงินคืนตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจสูงถึง 5% เลยทีเดียว

บัตรแบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ถือบัตรที่สามารถชำระค่าบัตรเครดิตให้หมดได้ในแต่ละงวด ไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยจะเป็นตัวถ่วงประโยชน์จากการคืนเงินได้แทน

ตัวอย่างการได้รับเงินคืน

สมมุติ บัตร AAA ให้เราได้รับเงินคืน 5% เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการจากห้าง ZZZ พอเราไปซื้อของ 1,000 บาท เราจะได้รับเงินคืนเท่ากับ 5% x 1,000 = 50 บาท นั่นเอง

บัตรเครดิตแบบคืนเงิน ต่างจากบัตรประเภทอื่นยังไง

หลักๆ เลยก็คือ บัตรเครดิตแบบคืนเงินปกติแล้ว จะไม่มีการสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล บัตรกำนัล ของขวัญต่างๆ เหมือนบัตรเครดิตประเภทอื่นๆ ที่ให้แต้มสะสมเวลาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นของสถาบันการเงินและผู้ออกบัตรเครดิตต่างๆ รวมถึงลักษณะการใช้เงินของคนไทยที่เปลี่ยนไป ทำให้ธนาคารแทบทุกแห่งออกบัตรเครดิตแบบคืนเงินที่ให้เราสะสมแต้มแลกของรางวัลได้ด้วย

แสดงว่านอกจากจะสามารถได้รับเงินคืนบางส่วนจากการซื้อสินค้าและบริการบางอย่างแล้ว เรายังสามารถสะสมแต้มแลกของรางวัลได้ด้วย เรียกว่าบัตรเดียว ได้ประโยชน์หลายอย่างเลย

แล้วจะคุ้มหรอ?

แม้ตัวเลขของการได้เงินคืนจะอยู่ที่แค่ 0.5-5% เท่านั้น แต่ถ้าลองนึกดูดีๆ ส่วนมากบัตรมักจะให้เงินคืนกับของที่เราต้องใช้ประจำ เช่น ของเข้าบ้าน น้ำมัน ร้านอาหาร เป็นต้น หมายความว่า ยังไงเราก็ต้องเสียเงินให้กับของพวกนี้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าได้เงินกลับคืนมาบ้างก็คงดีทีเดียว

เช่น บัตร AAA ให้เงินคืน 2% เมื่อเราเติมน้ำมัน โดยแต่ละเดือนหากเราจ่ายค่าน้ำมัน 3,000 บาท แสดงว่าแต่ละเดือนเราจะได้เงินคืนจากการเติมน้ำมัน 60 บาท เมื่อผ่านไป 1 ปี เราจะได้เงินคืนจากตรงนี้ถึง 720 บาท

แม้จะฟังดูเหมือนไม่เยอะ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรกลับคืนมาในกระเป๋าเลยจริงไหมคะ? ถ้าเทียบกับคนที่ช็อปไม่บ่อย เข้าร้านอาหารนานๆ ที รถส่วนตัวก็ไม่มี อาจไม่ค่อยได้ประโยชน์จากการคืนเงินของบัตรเครดิตเท่าไร

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะสมัครบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินใด บัตรไหน เราควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนถึงอัตราดอกเบี้ยของมัน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะได้รับ ระยะปลอดดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วย เพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์จากการมีบัตรอย่างสูงสุด และไม่เสียมากกว่าได้ค่ะ

ผอ.,LPN,แนะจัดตั้ง,สหภาพแรงงาน,ลูกเรือ,ประมง

ผอ.LPNแนะจัดตั้งสหภาพแรงงานลูกเรือประมง

ผอ.LPNแนะจัดตั้งสหภาพแรงงานลูกเรือประมง

ผอ. LPN แนะ จัดตั้งสหภาพแรงงานลูกเรือประมง เพื่อช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม ด้าน สหภาพแรงงานภาคตะวันออก แก้ปัญหาแรงงานอย่างจริงจัง รับ มีแรงงานต่างด้าวทั้งถูกและผิดกฎหมาย

นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) อภิปรายในงานสัมมนาเรื่อง “สถานการณ์แรงงานไทยในสายตาประชาคมโลก” โดยกล่าวถึงกลุ่มสหภาพลูกเรือประมงไทยและข้ามชาติ ภายหลังจากชุดปฏิบัติการช่วยลูกเรือประมงของ LPN เข้าไปดำเนินการช่วยเหลือแรงงานไทยและข้ามชาติที่ตกเรือ และติดค้างบนเรือ ที่เกาะอัมบน ตวน และเบนจิน่า ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2557 ทำให้เห็นภาพชัดเจนของการละเมิดสิทธิแรงงาน ดังนั้น จากปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการให้ความเป็นธรรมแก่ลูกเรือหรือแรงงานที่ประสบปัญหา เกิดการรับฟังปัญหารอย่างรอบด้านนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ดี ในอนาคตต้องจัดตั้งสหภาพแรงงานลูกเรือประมง เพื่อปกป้องคุ้มครองลูกเรือประมงในและนอกน่านน้ำไทย ส่วนภาคผู้ประกอบการ ภาคเอกชนหน่วย

งานภาครัฐ ได้คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรแรงงานหรือลูกจ้างได้รับสิทธิผลประโยชน์จากการเป็นลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกัน ในด้านกฎหมาย การเงิน การคุ้มครองสิทธิในการเป็นลูกจ้างทั้งในและต่างประเทศอย่างถูกต้องเป็นธรรม

ทางด้านกลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานสัมมนาเรื่อง “สถานการณ์แรงงานไทยในสายตาประชาคมโลก” ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือ ผู้ใช้แรงงาน แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงจากการถูกละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเพิ่งมาแก้ไขปัญหาจริงจัง ภายหลังไทยถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือมาอยู่ในระดับเทียร์ 3

ทั้งนี้ มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทั้งถูกและผิดกฎหมาย ซึ่งหากถูกกฎหมายตั้งแต่แรก ก็จะไม่มีปัญหา ขณะเดียวกัน มีความกังวล หากแรงงานผิดกฎหมายยังเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคสู่คนไทย

ด้านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยอมรับว่า ภาครัฐดูแลไม่ทั่วถึงกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ต้องแก้ปัฐหาแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยนำสิทธิของผู้ใช้แรงงานเป็นตัวตั้ง และต้องมีผู้นำที่ต้องมีภาวะการตัดสินใจได้

ขณะที่ ศาสตราจารย์สุภางค์ จันทวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่น สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การแก้ปัญหาเร่งด่วนตามหลักการขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO มี 5 เรื่องหลัก คือ การละเมิดอันเนื่องมาจากความเปราะบางของแรงงาน การหลอกลวง การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง ความรุนแรงต่อร่างกายและความรุนแรงทางเพศ การขู่เข็ญและการข่มขู่

ศาลอุดร,ออกหมายจับ, “ขวัญชัย”, เบี้ยว,ฟังฎีกา

ศาลอุดรออกหมายจับ "ขวัญชัย" เบี้ยวฟังฎีกา

ศาลอุดรออกหมายจับ “ขวัญชัย” เบี้ยวฟังฎีกา

ศาลจังหวัดอุดรธานี ออกหมายจับ “ขวัญชัย ไพรพนา” ไม่มาฟังอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นัดอีกครั้ง 28 มิ.ย.2559 เวลา 09.00 น.

ที่ศาลจังหวัดอุดรธานี ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ โจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ขวัญชัย ไพรพนา หรือจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน หลังจำเลยที่ 1 ไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี พฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จะหลบหนีจึงออกหมายจับ เพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาต่อไป และหาก นายประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 1 ต่อศาลภายในกำหนดนัดถือว่านายประกันผิดสัญญาประกัน โดยจะมีการปรับนายประกันเต็มสัญญาประกัน

ทั้งนี้ มีหมายแจ้งให้นายประกันชำระค่าปรับต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหมายศาล พร้อมให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปในวันที่ 28 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

น้ำทะเล,ประจวบฯ,ลด,ชาวบ้าน,แห่,ขุดหาหอย

น้ำทะเลประจวบฯลดชาวบ้านแห่ขุดหาหอย

น้ำทะเลประจวบฯลดชาวบ้านแห่ขุดหาหอย

น้ำทะเลประจวบคีรีขันธ์ลด ชาวบ้านแห่ขุดหาหอยนานาชนิด สร้างรายได้เสริมช่วงมรสุม

ที่บริเวณค่ายลูกเสือชุมชนเขาตาม่องล่าย ชายหาดทะเลอ่าวประจวบ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ น้ำทะเลได้ลดลงไปมากทำให้ชายหาดเกิดเป็นเลนยาวออกจากชายฝั่งกว่า 200 เมตร ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจึงได้ออกหาหอยหลากชนิดที่มีเป็นจำนวนมากไปประกอบอาหารและส่งจำหน่ายในท้องตลาด โดยชาวบ้านทั้งชายและหญิงได้ใช้อุปกรณ์ คือ ทัพพีสแตนเลสครูดทราย เหล็กปลายแหลม และมือเปล่าควานหาหอยบนพื้นทรายปนดินโคลน ที่มีน้ำขังเล็กน้อย

ด้าน นางสินีนาถ ลาบหลาย วัย 48 ปี เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพรับจ้างเป็นลูกเรือประมง ในช่วงนี้มีลมพายุพัดแรงเข้ามาทำให้นายจ้าง ซึ่งเป็นเจ้าของเรือหยุดกิจการเพื่อนำเรือเข้าฝั่งหลบพายุตามเกาะแก่งต่าง ๆ ที่สามารถบังคลื่นและลมได้ จึงทำให้ลูกจ้างขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ ต้องออกมาหาหอย จำพวกหอยแครง หอยกลีบหมูกลีบหมา หอยกระทิ หอยไฟไหม้ และหอยเม็ดขนุน นำกลับไปประกอบอาหาร โดยหอยที่จับมาได้ส่วนหนึ่งนำไปขายกิโลกรัมละ 20 – 40 บาท ถือเป็นการหารายได้เสริมที่ดีอย่างหนึ่งในช่วงนี้

โคราช,วอนช่วย,น.ร.เรียนดี,ขาดทุนการศึกษา

โคราชวอนช่วยน.ร.เรียนดีขาดทุนการศึกษา

โคราชวอนช่วยน.ร.เรียนดีขาดทุนการศึกษา

พบเด็กหญิง ป.6 เรียนเก่ง ที่โคราช คิดลาออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะพ่อแม่พิการทั้งคู่ วอนช่วยเหลือ

พบนักเรียนหญิง ชั้น ป.6 โรงเรียนอ่างหนองแหนประชาสามัคคี ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีผลการเรียนดี แต่ครอบครัวยากไร้ เนื่องจากพ่อและแม่ เป็นผู้พิการทั้งคู่ ประกอบกับตกงานไม่มีรายได้ และครอบครัวติดหนี้สินจำนวนมาก ทำให้เด็กนักเรียนประสบกับปัญหาหลายด้าน จนต้องตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนก่อนจบ ป.6 เพื่อไปรับจ้างช่วยเหลือครอบครัว

ด้าน น.ส.มัลลิกา มีศิลป์ ผอ.ของโรงเรียนดังกล่าว เปิดเผยว่า นักเรียนคนนี้มีชื่อว่า ด.ญ.ขวัญหล้า เปี่ยมพร้อม หรือ น้องขวัญ อายุ 12 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป.6 ซึ่งมีผลการเรียนดีมาโดยตลอด แต่เมื่อช่วงเปิดเทอมสัปดาห์ที่แล้ว น้องขวัญได้มาแจ้งครูประจำชั้นว่าอยากลาออก เพื่อไปรับจ้างหาเงินช่วยเหลือครอบครัว โดยเด็กต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักของสมาคมผู้พิการ กับ นางสมพร รักไทย ผู้เป็นแม่ และพ่อ คือนายสมควร เปี่ยมพร้อม โดย นางสมพร เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวต้องพึ่งพาตนเพียงคนเดียว เป็นเหมือนเสาหลัก เนื่องจากสามีพิการทั้งแขนและขา ทำงานอะไรไม่ได้ ขณะที่ตนก็ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเงินเดือนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อได้เงินเดือนมาก็ต้องแบ่งไปใช้หนี้สินเกือบหมด เหลือใช้ในครอบครัวเพียงเดือนละ 2,000 บาท

ด้านน้องขวัญ เล่าว่า ตนนั้นมีความใฝ่ฝันอยากจะเรียนให้จบชั้นปริญญาตรี แต่ทนเห็นความลำบากของพ่อแม่ที่พิการทั้งคู่ไม่ได้ จนหลายครั้งคิดอยากจะลาเรียน เพื่อมาทำงานรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อแม่รู้ก็จะกอดตนร้องไห้ และบอกว่าให้ตั้งใจเรียนให้ถึงที่สุด เพราะน้องขวัญคือความหวังสุดท้ายของครอบครัว สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องการช่วยเหลือทุนการศึกษา ด.ญ.ขวัญหล้า เปี่ยมพร้อม สามารถโอนเงินช่วยเหลือมาได้ ที่บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ชื่อบัญชี น.ส.สมพร รักไทย เลขบัญชี 694-0-12547-7 หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 098-2210830

วัดพระธรรมกาย,ถ่ายสด,พระธัมมชโย,นอนอาพาธจริง

วัดพระธรรมกายถ่ายสดพระธัมมชโยนอนอาพาธจริง

วัดพระธรรมกายถ่ายสดพระธัมมชโยนอนอาพาธจริง

วัดพระธรรมกาย พาสื่อมวลชนเยี่ยมอาการอาพาธของ พระธัมมชโย ภายในเขตสังฆาวาส พร้อมโชว์วิดีโอ แสดงความบริสุทธิ์ ยัน พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย พาสื่อมวลชนพิสูจน์ ว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย มีอาการอาพาธจริง เเละยังคงอยู่ภายในวัดไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศตามที่มีกระเเสข่าวเเต่อย่างใด โดยพระธัมมชโย นั้น ได้พักรักษาตัวอยู่ที่อาคารพักฟื้น ภายในเขตสังฆาวาส วัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ เนื่องจากพระธัมมชโย มีเเผลติดเชื้อ ทางวัดจึงจัดให้สื่อมวลชนรออยู่ด้านนอก โดยดูจากหน้าจอที่จัดไว้ 2 จอ เป็นภาพจากกล้องที่ติดตั้งอยู่ภายใน

ทั้งนี้ เพื่อเเสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ ว่า ไม่ได้มีการจัดฉากหรือบันทึกภาพไว้ก่อนหน้า นายองอาจ ได้ให้สื่อมวลชนเขียนข้อความลงบนกระดาษ ก่อนเดินเข้าไปในห้องปลอดเชื้อ พร้อมโชว์ข้อความที่สื่อมวลชนเขียนต่อหน้ากล้อง เเละเปิดผ้าห่มที่คลุมขาพระธัมมชโยออก เผยให้เห็นขาที่มีอาการบวมและมีสีม่วงคล้ำ

ภายหลังจากที่ นายองอาจ ได้ออกมาจากห้อง ได้กล่าวว่า พระธัมมชโยฝากคำอวยพรมายังทุกคน อีกทั้งกล่าวว่าพระธัมมชโย พร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย เเต่ได้ร้องขอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มาพบที่วัดเเทน เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปพบได้เพราะมีอาการป่วย

วัดพระธรรมกายพร้อมให้DSIแจ้งข้อหาพระธัมมชโย25พ.ค.นี้

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย แถลงจุดยืนกรณีศาลออกหมายจับ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามคำร้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในคดีฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งยืนยันว่าพระธัมมชโย เคารพกระบวนการยุติธรรมและยินดีทำตามกฎหมาย แต่พระธัมมชโยอาพาธ ด้วยอาการหลอดเลือดดำอุดตันทั้งสายหลักและสายรองที่ขาซ้าย ทำให้ต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่วัด ไม่ได้หลบหนีไปที่ใด และไม่ได้ออกจากวัดมานานกว่า 8 ปีแล้ว ซึ่งหลังมีหมายจับ ทางวัดพระธรรมกายไม่มีนโยบายจะใช้พลังมวลชนต่อต้านกระบวนการทางกฎหมาย โดยพระธัมมชโยจะทำหนังสือแจ้งถึงดีเอสไอ ว่ารับทราบการออกหมายจับแล้ว และพร้อมจะให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาได้ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยไม่ต้องรอตามกำหนด คือ วันที่ 26 พฤษภาคม ซึ่งพระธัมมชโยมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

วัดพระธรรมกายปัดล่ารายชื่อลูกศิษย์ขอลี้ภัยให้พระธัมมชโย

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า จากนี้ไปจะทำหนังสือเเจ้งไปยังกรมสวนสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ส่งเจ้าพนักงานมาเเจ้งข้อกล่าวหา พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ที่วัดพระธรรมกาย ได้ในวันที่ 25 พ.ค. เนื่องจาก พระธัมมชโย มีอาการอาพาธ ไม่สามารถเดินทางไปพบดีเอสไอได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเส้นตายในวันที่ 26 พ.ค.

นอกจากนี้ นายองอาจ ได้ปฏิเสธเเละชี้เเจงถึงกระเเสข่าวต่างๆ ว่า กรณีการล่ารายชื่อของลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเพื่อขอลี้ภัยให้ พระธัมมชโย นั้นไม่เป็นความจริง เเต่การรวมลงชื่อเพื่อส่งไปยังทำเนียบขาวนั้นเกิดขึ้นจริงเพราะลูกศิษย์วัดพระธรรมกายที่อาศัยอยู่ในรัฐฟอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เริ่มต้น เนื่องจากเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถกระทำได้

ส่วนกรณี ใบรับรองเเพทย์ยืนยันว่าถูกต้อง อีกทั้งยังปฎิเสธเรื่องพาสปอตเเละวีซ่าของ พระธัมมชโย พร้อมขอผู้ที่กุข่าวลวง ให้หยุดการกระทำดังกล่าว เเละได้ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่กุข่าวดังข้างต้นนั้น เพียงเพื่อไม่ต้องการให้ พระธัมมชโย ได้รับการประกันตัว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พระธัมมชโย ยังเป็นเพียงผู้ถูกล่าวหา ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิด นายองอาจ จึงขอทุกคนอย่าตัดสินไปล่วงหน้า

พระธัมมชโยเคารพกระบวนการยุติธรรมมั่นใจบริสุทธิ์

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย อ่านเเถลงการณ์จุดยืนวัดพระธรรมกาย หลังจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ขอหมายจับพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย โดยแถลงการณ์ มีดังนี้ พระธัมมชโย เคารพกระบวนการยุติธรรมเเละยินดีปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขณะนี้ พระธัมมชโย อาพาธเเละพักฟื้นอยู่ภายในวัด ซึ่งมีอาการหลอดเลือดดำอุดตันทั้งสายหลักเเละสายรองที่ขาด้านซ้าย ส่งผลให้มีอาการปวดบวม ต้องนอนยกขาสูง ไม่สามารถออกเดินทางได้ นอกจากนี้ วัดพระธรรมกายไม่มีนโยบายใช้มวลชนมาต่อต้านกฎหมาย โดยหลังจากนี้วัดพระธรรมกายจะได้ทำหนังสือเเจ้งไปยังดีเอสไอ ให้มาเเจ้งข้อกล่าวหาแก่ พระธัมมชโย ที่วัดได้ในวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งหากมีการเเจ้งข้อกล่าวหาเเล้ว พระธัมมชโย มั่นใจในความบริสุทธิ์เเละเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันให้สามารดำเนินการไปได้ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ย่อมเป็นผลดีกว่าการมีทิฐิ จนเกิด เหตุบานปลาย

แถลงการณ์จุดยืนวัดพระธรรมกาย

ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอออกหมายจับพระเทพญาณมหามุนี วัดพระธรรมกายขอเรียนชี้แจงดังนี้

1. พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เคารพกระบวนการยุติธรรมและยินดีปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย

2. ขณะนี้พระเทพญาณมหามุนีท่านอาพาธต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ไม่ได้หลบหนีไปที่ใดทั้งสิ้น โดยอายุและภาวะสุขภาพของท่านซึ่งอ่อนแอมากก็ไม่สามารถเดินทางไกลได้ ท่านจึงไม่เคยเดินทางออกจากวัดมาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว ไม่ใช่มาแกล้งป่วยในช่วงนี้ ถ้าไม่ใช่อาพาธมากจริงๆคงไม่มีใครไม่เดินทางออกนอกวัดเลยถึง 8 ปีอย่างนี้ ที่มีบางท่านปล่อยข่าวว่าท่านจะหลบหนีไปต่างประเทศนั้น จึงไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าฝืนเดินทางไปอย่างนั้น ท่านก็คงมรณภาพกลางทางไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

3. อาการหลอดเลือดดดำอุดตันทั้งสายหลักและสายรองที่ขาซ้ายของท่านเป็นมาก จนกระทั่งเมื่อลุกขึ้นนั่งเพียงเวลาสั้นๆ 3-4 นาที ขาก็จะบวมมากขึ้นตามลำดับและปวดมาก เพราะเมื่ออยู่ในท่านั่งหลอดเลือดดำบริเวณขาหนีบก็จะถูกกดทับเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ยากขึ้น ต้องนอนยกขาสูงกว่าระดับหัวใจเพื่อประคับประคองอาการ ขนาดเส้นรอบวงของโคนขาซ้าย = 86 ซม. โคนขาขวา = 46 ซม. ใหญ่กว่ากันเกือบ 2 เท่า

4. วัดพระธรรมกายไม่มีนโยบายจะใช้พลังมวลชนมาต่อต้านกระบวนการทางกฎหมาย ดังจะเห็นได้จากขณะที่มีการออกหมายจับ มีผู้นำอุบาสิกาแก้วจำนวน 50,000 กว่าคนมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ทุกคนก็สวดมนต์นั่งสมาธิตามปกติ เมื่อเสร็จงานวันวิสาขบูชา ต่างก็เดินทางกลับภูมิลำเนาตามกำหนดการ

5. เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายสามารถดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย พระเทพญาณมหามุนี จะได้มีหนังสือแจ้งไปทางราชการว่า ท่านได้รับทราบเรื่องหมายจับแล้ว และขณะนี้ท่านพักรักษาตัวอยู่ที่วัดพระธรรมกาย จึงแจ้งมายังเจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาได้ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2559 โดยไม่ต้องรอถึงเส้นตายวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2559 ตามที่ดีเอสไอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ ทางวัดจะอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการที่ปรึกษา และคณะสื่อมวลชนที่จะมาทำข่าว โดยไม่มีมวลชนมาขัดขวางใดๆทั้งสิ้น

6. เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว กระบวนการยุติธรรมก็จะได้ดำเนินไปตามลาดับอีกหลายขั้นตอน ทั้งดีเอสไอ อัยการ ศาล ซึ่งพระเทพญาณมหามุนีมั่นใจในความบริสุทธิ์ของท่านว่าจะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมในที่สุด

7. การร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ให้กระบวนการตามกฎหมายสามารถดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยเช่นนี้ เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นผลดีต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองตามนโยบายของรัฐบาลมากที่สุด ดีกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิดึงดัน จนกระทั่งถึงกำหนดวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2559 แล้ว เจ้าหน้าที่นำกำลังจำนวนมากพร้อมรถหุ้มเกราะบุกมาตรวจค้นจับตัวท่าน ซึ่งศิษยานุศิษย์จำนวนมากก็ย่อมเป็นห่วงและเดินทางมารวมตัวกันที่วัด หากมีมือที่สามสอดแทรกเข้ามาก็อาจทำให้เหตุการณ์บานปลายได้ เสียหายต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและประเทศชาติไปทั่วโลก

จึงเจริญพรมาเพื่อทราบถึงจุดยืนและท่าทีของพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายโดยทั่วกัน

พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวังโส
ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
22 พฤษภาคม 2559

แจ้งความ, “ไฮโซมังคุด”, ฉ้อโกง ,ปมซื้อที่ดิน,ย่านทองหล่อ

แจ้งความ "ไฮโซมังคุด" ฉ้อโกง ปมซื้อที่ดินย่านทองหล่อ

แจ้งความ “ไฮโซมังคุด” ฉ้อโกง ปมซื้อที่ดินย่านทองหล่อ

อดีตรอง ผกก.ตำรวจสันติบาล 2 พาเพื่อนเข้าแจ้งความ “ไฮโซมังคุด” คดีฉ้อโกง หลังซื้อที่ดินย่านทองหล่อ แต่หนีชำระอีกกว่าร้อยล้านบาท

เมื่อวันที่ (22 พ.ค.) พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับตำรวจสันติบาล ได้พา นายธนะสิทธิ์ พลอยพรหมมาศ ซึ่งเป็นเพื่อนที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 439 ตารางวา ย่านทองหล่อ แจ้งความกับตำรวจ สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับ นางสาววงศ์ชนก ชีวะศิริ หรือ ไฮโซมังคุด อดีตเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ในข้อหายักยอกและฉ้อโกงทรัพย์

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากหลังมีการตกลงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นเงินทั้งสิ้น 329,250,000 บาท โดยได้ทำการชำระแล้ว 189,250,000 บาท ยังเหลืออีกจำนวน 140,000,000 บาท ยังไม่ทราบว่าจะได้รับ

พ.ต.ท.สันธนะ เปิดเผยว่า พฤติกรรมของไฮโซคนดัง น่าจะเข้าข่ายฉ้อโกง เนื่องจากตั้งแต่มีการตกลงซื้อขายที่ดินกัน ไฮโซมังคุดได้วางเงินมัดจำงวดแรก 30,000,000 บาท ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2558 ได้ชำระงวดที่สอง 159,250,000 บาท โดยฝ่ายไฮโซมังคุดระบุว่า จะโอนส่วนที่เหลือให้ในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์กัน แต่ต่อมาในเดือนมกราคม 2559 พยายามติดต่อกับอีกฝ่าย เพื่อให้มารับรองกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ แต่ปรากฏว่าก็ยังไม่สามารถติดต่อกับอีกฝ่ายได้อีกเลย

ขณะที่ทางด้าน ไฮโซมังคุด ได้โพสต์ข้อความชี้แจงบนเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ชี้เป็นการหักหลังกันเองของหน้านายที่ดิน 2 คน กรณีนี้เป็นการเอาที่ดินที่ยังมีผู้เช่าอยู่มาขาย แต่เมื่อผู้เช่ายังไม่ยอมไป จึงได้ขอให้ย้ายออกในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เมื่อผู้เช่ารายนี้ย้ายออกไปทุกอย่างก็จะจบลง