ตารางคำนวณแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ที่ไม่หักลดหย่อน จะเสียภาษีเท่าไหร่? ห้ามพลาด!!

ตารางคำนวณแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ที่ไม่หักลดหย่อน จะเสียภาษีเท่าไหร่? ห้ามพลาด!!

ตารางคำนวณแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ที่ไม่หักลดหย่อน จะเสียภาษีเท่าไหร่? ห้ามพลาด!!

  หลังจากที่พวกเราทราบข่าวดีของ การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 กันไปแล้วโดยสามารถหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้ 100,000 บาท และใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง ครับ ซึ่งทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะได้มีเงินใช้จ่ายมากขึ้น หรือ เก็บออมกันมากขึ้นนั่นเองครับ

ถ้าจะพูดถึง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ การเสียภาษี ที่เราๆเรียกกันนั่นแหละครับ ซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่าใครมีหน้าที่ต้องเสียบ้าง ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น บุคคลธรรมดา, ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล, ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี, กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง และ วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน นั่นเองครับ
การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 มีอะไรใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปบ้าง ?

เพื่อนๆพอทราบกันแล้วใช้ไหมครับว่า การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 60 นี้ มีจุดเด่นๆก็ตรงที่ ใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาทนั้น ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังมีค่าลดหย่อนใหม่ กับ โครงสร้างการการจัดเก็บภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปครับ เรามาเริ่มกันที่ ค่าลดหย่อนใหม่กันเลยเลยครับ ซึ่งจะมีอะไรแตกต่างจากเดิมบ้าง พวกเราไปดูกันเลครับ

– สำหรับผู้มีเงินได้ส่วนบุคคลจากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาทต่อปีครับ
– สำหรับคู่สมรสจากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาทนั่นเองครับ
– สำหรับค่าลดหย่อนจากการมีบุตร จากเดิมลดหย่อนบุตรคนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คนนั้น จะเพิ่มเป็นหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท ซึ่งไม่จำกัดจำนวนบุตรครับ อีกทั้งยังยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรด้วยครับ

– สำหรับคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
– สำหรับกองมรดก จากเดิม 30,000 บาท ปรับเป็น 60,000 บาทครับ
– สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จากเดิมหุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท ปรับเป็นให้หักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาทครับ

จากการเปลี่ยนแปลงเรื่อง ค่าลดหย่อนใหม่ นั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเลยล่ะครับ สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีใหม่นี้ถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆเลยครับ ต่อไปเราไปดูกันดีกว่าว่า โครงสร้างการการจัดเก็บภาษีแบบใหม่นั้นจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง พวกเราไปดูกันเลยครับ
– สำหรับเพื่อนๆที่รายได้ไม่ถึง 150,000 บาท ต่อปี จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 150,001-300,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 5%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 300,0001-500,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 10%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 500,001-750,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 15%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 750,001-1,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 20%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 25%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 30%

– สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 5,000,001 บาทขึ้นไป ต่อปี จะต้องเสียภาษี 35%

ซึ่งสำหรับเพื่อนๆที่จะต้องเสียภาษี โดยไม่หักค่าลดหย่อนอะไรเลยจะต้องจ่ายเท่าไหร่บ้าง ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะพวกเราทีมงาน Moneyhub ได้สรุปรายจ่าย สำหรับพนักงานหรือผู้ที่เงินเดือนรายได้อื่นๆ ตรงตามเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีในปี 2560 ครับ ซึ่งการที่เราต้องเสียภาษีนั้นจะต้องจ่ายเท่าไหร่ พวกเราได้คำนวณไว้ให้คร่าวๆกันแล้วครับ ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น สำหรับเพื่อนๆที่ไม่หักลดหย่อนอะไรเลย จะได้เสียภาษีตามข้อมูลในตารางครับ

จากตารางข้างต้น แสดงให้เห็นการคำนวณการเสียภาษีคร่าวๆของเพื่อนๆที่ไม่หักลดหย่อนอะไรเลยครับ ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 นี้เกิดผลดีกับเพื่อนๆอย่างแน่นอนครับ เรื่องเด่นๆก็คือ ใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเองแหละครับ ส่วนเพื่อนๆที่เงินเดือนตามเงื่อนไขที่จะต้องเสีย ก็ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ในส่วนต่างๆนั่นเองครับ อีกทั้งการลดหย่อนแบบนี้ทำให้เพื่อนๆที่มีภาระได้เบาใจขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น เงินใช้จ่ายต่างๆมากขึ้น เพื่อใช้จ่ายสำหรับครอบครัวของเราด้วยแล้วการมีเงินสำรองต่างๆ รายจ่ายน้อยลงก็ถือว่าดีมากๆเลยล่ะครับ

ชาวพิมายโคราชเดินขบวนรณรงค์กำจัดยุงลาย

ชาวพิมายโคราชเดินขบวนรณรงค์กำจัดยุงลาย

ชาวพิมายโคราชเดินขบวนรณรงค์กำจัดยุงลาย

ชาวพิมาย โคราช กว่า 300 คน เดินขบวนรณรงค์กำจัดยุงลาย เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

ที่บริเวณลานพรหมทัต ภายในเขตเทศบาลตำบลพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยมี นายดนัย ตั้งเจิดจ้า นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นประธาน มีผู้นำชุมชน อสม. นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คน ร่วมถือป้ายเดินขบวนรณรงค์ไปตามชุมชนต่าง ๆ ภายในเขตเทศบาลตำบลพิมายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ตื่นตัวกับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พร้อมกันนี้ ได้ให้ อสม.นำทรายอะเบทไปโปรยลงในอ่างเก็บน้ำของวัด โรงเรียน และบ้านเรือนประชาชน

ทั้งนี้ ภายหลังจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ใน 4 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ สุรินทร์ โดยจากรายงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 มิถุนายน 2559 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้วจำนวน 1,673 ราย แยกเป็น นครราชสีมา 555 ราย เสียชีวิต 1 ราย, บุรีรัมย์ 303 ราย เสียชีวิต 2 ราย, ชัยภูมิ 187 ราย และ สุรินทร์ 628 ราย ทำให้หลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา เริ่มตื่นตัวและร่วมมือกันทุกภาคส่วนรณรงค์ให้ประชาชนได้ช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เพื่อลดปริมาณการขยายพันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคไข้เลือดออกต่อไป

ข้อดีของบัตรเครดิต ที่หลายคนอาจไม่รู้

ข้อดีของบัตรเครดิต ที่หลายคนอาจไม่รู้

ข้อดีของบัตรเครดิต ที่หลายคนอาจไม่รู้

  บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือหรือสื่อกลางที่ใช้แทนเงินสดของผู้คนมานานนับก็หลายทศวรรษ น่าจะเป็นไปได้ว่าคนที่เข้าหลักเกณฑ์สามารถสมัครบัตรเครดิตได้คงมีบัตรเครดิตกันอย่างน้อยก็ต้องคนละใบ ส่วนบางคนไม่ต้องพูดถึงมีกันหลายใบ บางคนเป็นสิบใบก็มี แต่ก็มีเหมือนกันสำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิต ด้วยความที่เข้าใจว่าบัตรเครดิตเป็นบัตรที่ใช้รูดเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดเท่านั้น

ดังนั้น หากมีเงินสดเพียงพอที่จะใช้จ่ายอยู่แล้ว บัตรเครดิตก็ถือว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น อย่างที่ไปอ่านเจอเข้าในกระทู้หนึ่ง ตาม link นี้ http://pantip.com/topic/35137765 ที่เจ้าของกระทู้เข้ามาตั้งกระทู้เพราะความสงสัยในเรื่องประโยชน์ของการใช้บัตรเครดิต เนื่องจากเพราะไม่เคยใช้และไม่รู้จริง ๆ ว่าหากมีเงินสดแล้ว บัตรเครดิตจะจำเป็นตรงไหน
ที่จริงการมีเงินสดแต่พอเพียงไว้ในกระเป๋าเพื่อเป็นการใช้จ่ายแบบเจ้าของกระทู้ และไม่ต้องเข้ามายุ่งกับบัตรเครดิตก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันคนที่ใช้บัตรเครดิตแบบไม่มีวินัยแล้วต้องตกอยู่กับวังวนปัญหาหนี้สินบัตรเครดิตจนถอนตัวไม่ขึ้นก็มีให้เห็นกันมากมาย จนบางครั้งมีคนไม่รู้เรื่องบัตรเครดิตมาถาม เราเองก็ไม่อยากจะสอนให้เลย คือ ไม่รู้นะดีแล้ว
แต่ในความเป็นจริง บัตรเครดิตมีข้อดีอยู่มากมาย หากเราใช้อย่างถูกทางก็เหมือนบัตรเครดิตสามารถอำนวยความสะดวกและให้ผลประโยชน์กับเราได้อยู่เหมือนกัน หากเราบริหารจัดการได้ดี ก็แทบไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้บัตรเครดิตเลยด้วยซ้ำไป อย่างในกระทู้ก็มีผู้มีประสบการณ์จากการใช้บัตรเครดิตเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายต่างก็เข้ามาให้คำตอบเพื่อคลายความสงสัยกับเจ้าของกระทู้กันอย่างคึกคัก
ข้อดีอย่างแรกของบัตรเครดิตที่มีหลายท่านเข้ามาให้ความเห็นในกระทู้ ก็เป็นเรื่องของการไม่ต้องพกเงินสดในกระเป๋าเยอะ แค่บัตรเครดิตใบเดียว เงินสดก็พกแค่พอประมาณ ก็ช่วยในทั้งเรื่องความสะดวกไม่ต้องพกเงินเยอะและอันตรายจากการต้องพกเงินเยอะด้วยเช่นกัน

ข้อดีอีกเรื่องก็เป็นเรื่องของการได้เครดิตจากการจับจ่ายใช้สอยซื้อของ รูดบัตรไปก่อน กว่าจะต้องนำเงินไปชำระก็ประมาณเดือนหน้า สินค้าบางอย่างที่มีราคาสูงหน่อย ก็สามารถใช้บัตรเครดิตผ่อนได้ มีโปรโมชั่นมากมายที่ออกมาเพื่อกระตุ้นให้คนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 0% 3 เดือน 6 เดือน หากเป็นสินค้าที่เราตั้งใจและจำเป็นที่จะซื้ออยู่แล้ว ก็สามารถรูดผ่านบัตรเครดิตได้

นอกจากนั้นยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ยังสามารถสะสมเป็นคะแนนเพื่อแลกของรางวัลต่าง ๆ ได้ตามสไตล์ที่เราชอบ อาจเป็นเครดิตเงินสดคืนเข้าบัญชี แลกของใช้เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแลกเป็นตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนัง voucher เงินสดของร้านค้าต่าง ๆ มีให้เลือกมากมาย
บัตรเครดิตทุกธนาคารในปัจจุบันก็จะมีการร่วมมือกับทางร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าปั๊มน้ำมัน เพื่อทำโปรโมชั่น ถือเป็นข้อดีของผู้ถือบัตรเครดิต อาจได้ส่วนลด มีของแถม โปรโมชั่นดีกว่าจ่ายเป็นเงินสดซะอีก โปรโมชั่นก็มีหลายรูปแบบ ลดราคาทันที เช่น ลด 10% หรือ มา 4 จ่าย 3 หรือ เป็นของแถมของรางวัล เช่น ครบ 5,000 บาท ได้กระเป๋า หรือ อาจะเป็นในรูปแบบของเงินคืน Cash back ทุกยอดการใช้จ่ายภายในวันนี้หรือซื้อสินค้ารวมของแผนกนี้จะได้คืน 1% เป็นต้น
บางคนก็เข้ามาให้ความเห็นบอกถึงประโยชน์ของบัตรเครดิตที่ใช้ในการทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่วงเงินไม่มากนัก และต้องจ่ายเงินคืนเต็มวงเงินทุกครั้งเพื่อไม่ให้เสียดอกเบี้ย เนื่องจากบัตรเครดิตโดยมากรอบบัญชีการจ่ายเงินที่ปลอดดอกเบี้ยจะสูงถึง 55 วัน ผู้ที่ทำธุรกิจก็จะสามารถนำเวลาปลอดดอกเบี้ยช่วงนี้ไปบริหาร อาจเป็นการให้เครดิตกับลูกค้า 15-20 วัน ก็จะได้เปรียบคู่แข่งของเราที่ต้องให้ลูกค้าจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น
ความสะดวกในการจ่ายบิลค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต รวมไว้ในบัตรเครดิตใบเดียว ก็ถือเป็นความสะดวกอย่างมาก ถึงเวลาตัดบัญชีไป พอครบกำหนดต้องชำระตามเวลา ก็ไปชำระทีเดียวรวมกับยอดใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย หากต้องคอยไปตามจ่ายบิลทีละใบ บางทีลืมเดี๋ยวโดนตัดโน่นตัดนี่ ก็ปวดหัวกันอีก

การซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์ หากมีบัตรเครดิตก็ถือว่าสะดวกมาก หากไม่มีนี่ก็หมดหวังไปเลย การจองห้องพัก โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน เช่ารถ ต้องใช้บัตรเครดิตทั้งนั้น หากจองล่วงหน้าแบบนี้ถือเป็นความจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตด้วยซ้ำไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องจองกันอย่างไร เดี๋ยวนี้ยังมีให้จ่ายเงินสดล่วงหน้ากันอีกหรือไม่ คิดว่าไม่น่าจะมีแล้ว หรือการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แม้จะต้องมีการพกเงินสกุลนั้นติดตัวไปบ้าง เผื่อต้องซื้อของ การมีบัตรเครดิตสักใบก็ถือเป็นความสะดวกมาก เพราะสามารถใช้รูดซื้อสินค้าได้ในทุกประเทศเมื่อเราเดินทางไป ไม่ต้องพกเงินไปเยอะแยะ
เรื่องค่าธรรมเนียมรายปี ถึงแม้จะมีชาร์ตเข้ามาในบัตรเครดิต แต่ถ้าเรามียอดการใช้จ่ายตามที่แต่ละประเภทของบัตรระบุไว้ เราก็สามารถโทรไปขอ waive ค่าธรรมเนียมรายปีนี้ได้ แทบไม่ต้องเสีย เหมือนใช้บัตรเครดิตฟรีเลย
บางคนก็เข้ามาให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจมาก เป็นเหตุผลที่บางคนไม่เคยนึกถึงเลย คือเผื่อไว้เป็นประวัติทางการเงินในระบบ บางทีอนาคตหากต้องกู้เงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อบ้านหรือซื้อรถ คนที่ไม่มีประวัติเครดิตเลย ทางธนาคารก็ไม่รู้จะพิจารณาตรงไหน อาจยากกว่าคนที่เคยมีประวัติการใช้บัตรเครดิต แต่ก็ต้องเป็นประวัติที่ดีด้วยนะ จ่ายตรงเวลา อันนี้เป็นความเห็นที่น่าสนใจมาก อีกท่านก็เหมือนจะเข้ามาขอบคุณที่ไม่ได้หักบัตรเครดิตทิ้งไปตั้งแต่ตอนแรก เนื่องจากถึงเวลามีคนเจ็บไข้ต้องรักษาในโรงพยาบาล ก็ได้วงเงินในบัตรเครดิตนี่ล่ะรูดไปก่อน ค่อยเก็บเงินมาโปะคืนทีหลังให้จบ ภายใน 2 เดือน ไม่อย่างนั้นตอนนั้นก็ยังมองไม่เห็นว่าจะไปหามาจากไหน
จะเห็นว่าข้อดีของบัตรเครดิตก็มีมาก หากเรารู้จักใช้ มีวินัย มองบัตรเครดิตเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้จ่ายเงินแทนเงินสดเท่านั้น เมื่อรูดไปก็รีบนำเงินสดไปชำระคืน การเริ่มมีบัตรก็เหมือนการก้าวขาเข้าไปมีโอกาสที่จะเป็นหนี้ ให้เราใช้ประโยชน์จากบัตรเครดิต ใช้วงเงิน ใช้เครดิต ใช้คะแนนสะสม ใช้เพื่อความสะดวกบนพื้นฐานความจำเป็นไม่ใช่ฟุ่มเฟือย อย่าให้บัตรเครดิตมาใช้เรา เพียงแค่นี้ บัตรเครดิตก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว กลับกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสามารถอำนวยความสะดวกและสร้างผลประโยชน์ให้กับเราได้มากมาย

เทคนิคแก้จนสไตล์ Bill Gates ด้วยเงิน 70 บาท

เทคนิคแก้จนสไตล์ Bill Gates ด้วยเงิน 70 บาท

เทคนิคแก้จนสไตล์ Bill Gates ด้วยเงิน 70 บาท

    จะทำยังไงถ้ามีรายได้เพียงวันละ 70 บาท? คนส่วนใหญ่คิดว่ามีเงินเพียง 70 บาทแค่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังไม่พอเลย ไหนจะค่าอาหาร, ค่าเช่าบ้าน, ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก ฟันธงเลยว่ายังไงก็ไม่พอแน่

แต่ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารแก้ปัญหาความยากจนด้วยเงินเพียง 70 บาทได้จริง และคนคิดค้นวิธีนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์อย่าง Bill Gates นั่นเอง

(ภาพจาก https://twitter.com/billgates)

Bill Gates ได้รับแนวคิดการแก้ปัญหาความยากจนมาจากการศึกษาและวิเคราะห์ชีวิตผู้คนที่อยู่เผชิญปัญหาความอดอยากในแถบแอฟริการตะวันตก สำหรับทุกคน Bill Gates เป็น 1 ในมหาเศรษฐีที่ได้ชื่อเป็นว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญคนหนึ่งของโลก เขาบริจาคเงินเป็นจำนวนมากในการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ จากการทำงานด้านมูลนิธิทำให้ Bill Gates ได้เห็นทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่น เขาจึงเกิดไอเดียช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยการสอนให้พวกเขารู้วิธีหาเลี้ยงตัวเอง

และเมื่อเขาลองตั้งคำถามว่า “ถ้ามีรายได้เพียงวันละ 70 บาทจะทำยังไง?” คำตอบของเขาคือ “เลี้ยงไก่”

แต่หลายคนก็ตั้งคำถามอีกว่า แล้วทำไมต้องเป็นไก่? ทำไมถึงไม่ใช่หมูรึเป็ด? ซึ่ง Bill Gates ได้ให้เหตุผลว่าจริงๆแล้วไม่มีหลักตายตัวเพราะความยากจนจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ที่เขาเลือกไก่นั่นก็เพราะ

(ภาพจาก https://twitter.com/billgates)

  ข้อที่ 1 ดูแลได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อย

Bill Gates ให้เหตุผลว่า ไก่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและมีค่าใช้จ่ายไม่มากในการดูแล ไก่กินอะไรก็ได้ที่อยู่บนพื้น (แต่หากคุณให้อาหาร พวกมันก็จะโตเร็วขึ้น) ไก่บางพันธุ์ต้องการเล้าเพื่อใช้ทำรังและออกไข่ และเมื่อไก่ที่เลี้ยงเพิ่มจำนวน ก็แค่ทำกรงเพิ่มจากไม้กับลวดเท่านั้น เมื่อคุณเริ่มเป็นธุรกิจก็ต้องเพิ่มการฉีดวัคซีนให้กับไก่ซึ่งมีราคาถูกมาก

ข้อที่ 2 เป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า

เหตุผลต่อมาที่ทำให้ไก่คือทางออกปัญหาความยากจนนั่นก็เพราะ การเลี้ยงไก่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพียงแค่เริ่มต้นจากแม่ไก่เพียง 5 ตัว และไก่พ่อพันธุ์ 1 ตัวเท่านั้น เพียง 3 เดือนก็สามารถเพิ่มจำนวนไก่ได้ถึง 40 ตัว และเมื่อคุณขายไก่ออกไปในราคาตัวละ 175 บาท (จากราคาขายในแถบแอฟริกาตะวันตก) ก็สามารถสร้างรายได้ๆมากกว่า 35,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

ข้อที่ 3 ไข่ไก่คืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคขาดสารอาหาร

เหตุผลที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ ไข่ไก่ช่วยทำให้เด็กๆมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะในแต่ละปีมีเด็กที่ตายเพราะโรคขาดสารอาหารมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี แต่หากมีไข่ไก่ซึ่งมีโปรตีนและสารอาหารอื่นๆจำนวนมาก ก็สามารถช่วยเหลือเด็กๆจากโรคขาดสารอาหารได้ บางครอบครัวที่ริหารจัดการดี ก็ปล่อยให้ไข่ฟักออกมา เลี้ยงไก่ให้โตแล้วนำไปขาย จากนั้นจึงนำเงินที่ได้ไปซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และยังช่วยให้เหล่าแม่บ้านทั้งหลายมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

(ภาพจาก https://twitter.com/billgates)

สำหรับ Bill Gates เขาเชื่อว่าไม่มีการลงทุนใดจะไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา การเลี้ยงไก่ก็เหมือนการสอนคนให้จับปลา แต่หากคุณไม่ได้อยู่ใกล้แม่น้ำหรือไม่เก่งพอจะสอนใครได้ ก็เริ่มต้นจากการให้ไก่กับเขาแล้วสอนเขาเลี้ยงไก่น่าจะดีกว่า เขาเองก็เช่นกัน Bill Gates ได้ร่วมกับ Heifer International ริเริ่มโครงการ COOP DREAMS โดยเริ่มบริจาคไก่ 100,000 ตัว เพื่อสนับสนุนให้ทุกครอบครัวผู้ยากไร้ในแถบซับซาฮาราของแอฟริกา โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนประชากรที่เลี้ยงไก่จากเดิมมีเพียง 5% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 30%

นี่คืออีก 1 ตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่า แม้จะเป็นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนไม่มาก แต่หากรู้จักลงทุน และมีวิธีการบริหารจัดการในการลงทุนที่ดี ก็สามารถต่อยอดให้เป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างดี แต่สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนสวัสดิการสังคมช่วยเหลือประชาชนตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กและครอบครัว สวัสดิการด้านการศึกษา สวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย สวัสดิการคนพิการ สวัสดิการผู้ด้อยโอกาส และสวัสดิการผู้สูงอายุ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีการให้เงินช่วยเหลืออื่น ๆ ตามนโยบายในแต่ละรัฐบาล อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาการจัดสวัสดิการสังคมและการให้เงินช่วยเหลือของภาครัฐยังมีข้อจำกัด โดยภาครัฐไม่สามารถกำหนดนโยบายการให้เงินช่วยเหลือต่างๆ ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการกำหนดนโยบายกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง และขาดข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเป็นรายบุคคลที่บูรณาการข้ามหน่วยงาน

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการเร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ และกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายให้พิจารณาดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมในโครงการ e-Payment ภาครัฐ


การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 จึงได้มีมติรับทราบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน

ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1) ว่างงานหรือมีรายได้ทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นในแต่ละปีปฏิทินไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นรูปแบบสมัครใจ (Voluntary Basis) โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สินของตน เจ้าหนี้และจำนวนหนี้สินที่คงค้าง เป็นต้น เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในการจัดทำสวัสดิการของรัฐ

2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสัญชาติไทย

2. กลไกการดำเนินการ

1) ลงทะเบียน ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 สำหรับปีต่อๆ ไปให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 กันยายน ของแต่ละปี

2) สถาบันการเงินตามข้อ 1) จัดเก็บเอกสารแล้วส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมสรรพากรเพื่อจัดเก็บข้อมูลและทำการตรวจสอบความถูกต้องในภายหลัง (Post Audit)

3) กรมสรรพากรเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร สำนักทะเบียนกลาง

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อประมวลข้อมูลผู้มีรายได้น้อย นำไปบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมแล้วนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการสังคมภายใต้โครงการ e-Payment ภาครัฐในระยะต่อไป

3. ประโยชน์ที่จะได้รับ

ช่วยทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากการลงทะเบียนจะต้องแสดงข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และการเป็นหนี้สิน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทราบข้อมูลและสามารถนำไปกำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

แม้น้อยนิด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็เสียภาษี!

แม้น้อยนิด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็เสียภาษี!

แม้น้อยนิด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็เสียภาษี!

รู้หรือไม่ดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษีด้วย แต่แบบไม่ต้องเสียภาษีก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเสียภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของเงินฝาก เช่น ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ถ้าไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ไม่เสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย แต่ถ้าตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในกรณีที่รายได้ทั้งปี ไม่เกิน 590,000 บาท ฐานภาษี 10% สามารถยื่นแบบ ภงด. 90 เงินได้ประเภท 40(4) สามารถขอภาษีคืนได้

แต่ถ้าใครฐานภาษี 20% ก็ไม่ต้องนำมารวมยื่นก็ได้ถือเป็น Final Tax แต่ถ้านำมายื่นรวมจะต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% หรือจะเป็น ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากประจำ หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทุกกรณี ดังนั้นถ้าใครรายได้ต่อปีไม่เกิน 590,000 บาท สามารถยื่นแบบ ภงด.90 เพื่อขอภาษีคืนได้เช่นกัน ถ้าฐานภาษี 10% ก็ได้คืน 5% แต่ถ้าฐานภาษี 0% ก็ได้คืนทั้งจำนวน

อย่างไรก็ตามใช่ว่าดอกเบี้ยเงินฝากจะเสียภาษีไปหมด มีดอกเบี้ยเงินฝากทวีทรัพย์ที่ฝากเท่ากันทุกๆ เดือน เป็นเวลา 24 เดือน โดยฝากระหว่าง 1,000 -25,000 บาทต่อเดือน จะได้รับการยกเว้นภาษี

by Passavee Thitiphonwattanakul

เด็ก 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ ลวงข่มขืนตลอดปิดเทอม

เด็ก 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ ลวงข่มขืนตลอดปิดเทอม

เด็ก 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ ลวงข่มขืนตลอดปิดเทอม

สุดสลด เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ข่มขืนมาราธอน 3 เดือน ญาติเห็นผิดสังเกตพาหาหมอตรวจก่อนแจ้งตำรวจดำเนินคดี หวั่นไม่คืบแจ้งทหารให้ช่วย

เมื่อวันที่ (13 มิ.ย.) ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ร.อ.อาทิตย์ บุตรทิพย์ หัวหน้าชุดปฎิบัติการพื้นที่ที่ 2 จังหวัดอ่างทอง นำตัว เด็กหญิงดาว (นามสมมติ) วัย 9 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ไชโย พร้อมด้วยมารดาและญาติเข้าแจ้งศูนย์ดำรงธรรม

หลังเด็กหญิงถูก นายฮุสเซน อายุ 30 ปี เพื่อนร่วมงานของแม่ ก่อเหตุกระทำชำเราหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนเมษายน จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดอ่างทองเข้าร่วมสอบปากคำผู้เสียหายและแนะนำแนวทางในการดำเนินคดี

จากการสอบถาม ญาติของเด็กหญิง เปิดเผยว่า ครอบครัวของเด็กหญิงดาว มีพี่น้อง 4 คน โดยเด็กหญิงดาวเป็นลูกคนที่ 3 ปกติจะไปไหนมาไหนกับแม่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม จะตามไปทำงานรับจ้างก่อสร้างด้วย

ต่อมาช่วงระยะหลังๆ เด็กหญิงดาว มีอาการปวดท้องบ่อยๆ จึงพาไปหาหมอที่อนามัย ทางหมอแจ้งว่าเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและให้ยามารับประทาน แต่ก็ยังไม่หาย จึงพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ช่วงที่กำลังเดินทางไป เด็กหญิงก็เล่าให้ฟังว่าถูก นายเล็ก ที่ทำงานก่อสร้างกับแม่ ล่อลวงไปข่มขืนแล้วหลายครั้ง ขณะไปเล่นน้ำอยู่ใกล้ๆ บ้านของนายเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่แม่ของเด็กหญิงทำงานก่อสร้างอยู่

เด็กหญิงยังเล่าอีกว่า นายเล็กหลอกว่าจะพาไปเล่นบนบ้าน ก่อนจะพาไปทำการข่มขืนหลายครั้ง เมื่อสอบถามได้ความจริงจึงพาไปแจ้งความกับ ร.ต.ท.ชัชชัย ชัยยะ ร้อยเวร สภ.ไชโย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าต้องรอผลอย่างน้อย 1 เดือน

ตนกับครอบครัวของเด็กหญิงจึงเกรงว่า นายเล็ก จะหลบหนีไปก่อน ประกอบกับ นายเล็ก มีพรรคพวกอยู่ในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก คดีดังกล่าวอาจจะไม่คืบ จึงปรึกษาทางเจ้าหน้าที่ทหาร ก่อนที่จะเข้าแจ้งกับศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยเร่งรัดคดี

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ร.ต.ท.ชัชชัย ร้อยเวรเจ้าของคดี แจ้งว่า เบื้องต้นได้รับแจ้งความไว้แล้ว แต่อยู่ในช่วงดำเนินการรอผลจากทางแพทย์อยู่ เพราะคดีนี้ไม่มีพยานรู้เห็น ประกอบกับเด็กยังให้การเบื้องต้นแบบวกวน จึงได้เตรียมเรียกเด็กมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยจะต้องสอบพร้อมสหวิชาชีพ เนื่องจากผู้เสียหายเป็นเยาวชน ก่อนที่จะออกหมายเรียกผู้ต้องหามาดำเนินคดีต่อไป

สุโขทัยฮือฮา! กบสีเงิน-กบสีทอง เพิ่งให้โชคงวดที่แล้ว

สุโขทัยฮือฮา! กบสีเงิน-กบสีทอง เพิ่งให้โชคงวดที่แล้ว

สุโขทัยฮือฮา! กบสีเงิน-กบสีทอง เพิ่งให้โชคงวดที่แล้ว

ศูนย์เพาะเลี้ยงกบสุโขทัย พบกบ 2 ตัวรูปร่างแปลกๆ มีสีเงินและสีทอง มันคลอเคลียจับคู่ไปด้วยกัน เชื่อเป็นสิริมงคล ชาวบ้านแวะเวียนมาขอโชคลาภ หลังพาเฮงให้เลขไปเมื่องวดก่อน

เมื่อวันที่ (15 มิ.ย.)ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข่าวฮือฮาทางกระแสออนไลน์ ระบุว่า มีกบคู่บุญชื่อ “สีเงิน” และ “สีทอง” โดยกบสีเงินเป็นเพศผู้ และกบสีทองเป็นเพศเมีย อายุ 2 เดือน 6 วัน เลี้ยงอยู่ในกระชังเลี้ยงกบในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นนโยบายของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ต้องการทำโครงการเพื่อให้ผู้พักพิงได้มีการต่อยอดเรียนรู้ และเป็นสวัสดิการคนไร้ที่พึ่ง

นายณัฐกิจ โพธิ์ขาว เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม เล่าให้ฟังว่า ได้ซื้อพันธุ์กบมาจากจังหวัดพิษณุโลก ช่วงแรกๆ ก็เลี้ยงปกติทั่วไป แต่พอกบในกระชังอายุได้เดือนเศษ สีของเจ้ากบสองตัวนี้ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ และคู่นี้จะคลอเคลียอยู่ใกล้กัน กระโดดไปทางเดียวกันตลอด จนเป็นที่สังเกตของเจ้าหน้าที่ทุกคน จนมีการตั้งชื่อว่า “สีเงิน” และ “สีทอง”

ทุกเช้าและทุกเย็น จะมีคนวนเวียนกันมาทักทาย เพื่อขอโชคลาภตามความเชื่อ รวมทั้งเชื่อว่ากบคู่นี้เป็นกบคู่บุญกับสำนักงาน เพราะระยะหลังจากที่ นายสมเกียรติ ยอดเพ็ชร ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุโขทัย ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ได้มีการพัฒนาบริเวณโดยรอบสำนักงาน สั่งให้มีการเริ่มโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ทุกอย่างก็ดูเจริญหูเจริญตา สำนักงานมีชีวิตชีวา

และที่สำคัญเริ่มโครงการนี้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม งวดที่ผ่านมาก็ได้โชคกันทั่วหน้า จากเลขตัวนี้ ส่วน นายสุทธิพงษ์ มะโนมูล เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมที่ดูแลและใกล้ชิดกับ เจ้าสีเงินและเจ้าสีทอง บอกว่า กบตัวอื่นๆ ก็คงจะนำไปทำเป็นอาหารหรือไม่ก็นำไปขายตามท้องตลาด แต่สำหรับสีเงินกับสีทองตนเองจะเลี้ยงไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นสัตว์คู่บุญกับสำนักงานและเจ้าหน้าที่ จะเลี้ยงไปจนกว่าเจ้าสีเงินและเจ้าสีทองจะจากไปเอง

“ทรรศพลฐ์” ขายหุ้น AAV เกือบหมด ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์

“ทรรศพลฐ์” ขายหุ้น AAV เกือบหมด ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์

“ทรรศพลฐ์” ขายหุ้น AAV เกือบหมด ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์

ไทยแอร์เอเชีย แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่า นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ขายหุ้นที่ถืออยู่เกือบทั้งหมด ให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ หลังจากที่ปฏิเสธข่าวมาหลายครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธรรศพลฐ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่ง และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า ได้ขายหุ้น AAV รวม 1.89 พันล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 4.20 บาทต่อหุ้น ให้กับนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และเจ้าของทีมเลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับ AAV เป็นโฮลดิ้งคอมปะนี ถือหุ้นใหญ่ ไทยแอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดใหญ่สุดของไทย โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ AAV ก่อนการขายหุ้น มีกลุ่มนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนราว 44% แต่หลังขายหุ้นแล้ว กลุ่มนายธรรศพลฐ์ สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 5% ขณะที่กลุ่มนายวิชัย และครอบครัว ถือหุ้นรวมกันประมาณ 39% ซึ่งการขายหุ้น AAV ครั้งนี้ มีมูลค่ารวม 7.94 พันล้านบาท โดยบริษัทระบุด้วยว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารแต่อย่างใด นอกจากนี้ กลุ่มนายวิชัย ยังจะทำคำเสนอซื้อหุ้น หรือเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้น AAV จากผู้ถือหุ้นทั่วไปด้วย

ก่อนหน้านี้ ปรากฏข่าวเรื่องการขายหุ้นของ AAV มาโดยตลอด ซึ่งบริษัทก็ได้ปฏิเสธข่าวมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึง 3 ครั้ง โดยยืนยันวา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ด้านนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ จากบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาขายหุ้น AAV ที่ 4.20 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดถึง 30% ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นการตกลงซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดแบบนี้ ดังนั้นในระยะสั้น อาจสร้างแรงกดดันให้ราคาหุ้นในวันนื้ อาจปรับตัวลงแรง และผันผวนมาก อย่างไรก็ตาม คงต้องดูว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาแล้ว จะช่วยเกื้อหนุนธุรกิจของสายการบินไทยแอร์เอเชียอย่างไร

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักวิคราะห์ จาก บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า ราคาหุ้น AAV วันนี้ น่าจะผันผวนขาลง แต่อาจไม่รุนแรงมาก และเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น และมีการเก็งกำไรล่วงหน้ามาก่อนแล้ว มองว่าช่วงนี้นักลงทุนจะให้ความสนใจว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่จะเข้ามาสร้างประโยชน์ให้สายการบินไทยแอร์เอเชียมากน้อยเพียงใด

นายปริญญ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ ระบุว่า การที่กลุ่มนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งเป็นเจ้าของคิงเพาเวอร์ คงไม่ทำให้โครงสร้างการบริหารเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการบิน แต่จะเป็นผลบวกในระยาวให้กับสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยมองว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่ม นอกเหนือจากธุรกิจการบิน โดยเฉพาะธุรกิจจำหน่ายสินค้าบนเครื่องบิน และอาจมีแผนขยายฐานไปธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต สำหรับแนวโน้มราคาหุ้น AAV วันนี้ อาจปรับตัวลง แต่ไม่น่าแรง

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คงมีหลายๆ คนที่อยากจะลดค่าใช้จ่ายภายในบ้านลง ซึ่งค่าใช้จ่ายหนึ่งที่จะลดลงได้ก็คือ ค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือน โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ภาระการผ่อนบ้านในแต่ละเดือนลดลงได้ก็คือ การทำ รีไฟแนนซ์ หรือบางทีการทำรีไฟแนนซ์นี้ก็อาจจะเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่บางคนใช้เพื่อทำให้การผ่อนบ้านหมดเร็วกว่าที่กำหนดกันในสัญญา แต่เรามาทำความเข้าใจและเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าเมื่อรีไฟแนนซ์บ้านแล้วจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลงมากน้อยแค่ไหน

รีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนเจ้าหนี้ หรือไถ่ถอนสินเชื่อจากธนาคารเจ้าหนี้รายเก่ามาเป็นธนาคารเจ้าหนี้รายใหม่ เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราได้รับสินเชื่อจากธนาคารนั้นในช่วงปีแรกธนาคารจะให้ดอกเบี้ยที่ถูกมากๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เรามาขอสินเชื่อกับธนาคาร แต่เมื่อหมดช่วงโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยก็จะปรับขึ้นมาเป็นอัตราปกติที่จะสูงกว่าช่วงแรกมากพอสมควร ดังนั้นลูกหนี้อย่างเราก็เริ่มที่จะมองหาธนาคารแห่งใหม่ที่มีโปรโมชั่นในการรีไฟแนนซ์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำแทน

แต่เราจะมองที่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการทำประกันทั้งประกันอัคคีภัยและประกันวงเงินสินเชื่อ หรืออาจจะมีค่าปรับให้กับธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้รายเก่า ในกรณีที่เราปิดบัญชีสินเชื่อก่อนระยะเวลาที่ระบในสัญญา ซึ่งถ้าหากว่าเราเปรียบเทียบแล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์สูงกว่าหรือเสียเวลาในการดำเนินการที่มากมายเกินกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้ เราก็อาจจะต้องเลือกผ่อนสินเชื่อกับธนาคารเดิมก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะทำการีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเราจะต้องอ่านสัญญาสินเชื่อบ้านของเราให้เข้าใจก่อนว่าจะปิดบัญชีได้ภายในปีที่เท่าไรถึงจะไม่เสียค่าปรับ ส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดไว้ว่าห้ามปิดบัญชีก่อนครบกำหนด 3 ปี เพื่อการรีไฟแนนซ์บ้านในครั้งนี้จะได้ไม่มีต้นทุนที่มากเกินไป ทีนี้เรามาลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าการผ่อนบ้านกับธนาคารที่เดิมกับการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่นั้นแบบไหนจะคุ้มกว่ากัน

สมมติว่าเรามียอดสินเชื่อบ้านอยู่กับธนาคารเดิมทั้งหมด 3,000,000 บาท ผ่อนชำระมาแล้วทั้งหมด 3 ปี เหลือหนี้สินทั้งสิ้น 2,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 7.775% ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะทำการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารอีกแห่งหนึ่งที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า แต่เราจะต้องเสียค่าจดจำนอง ค่าประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ และค่าอากรแสตมป์ในการจดจำนอง แต่บางธนาคารก็อาจจะมีโปรโมชั่นที่ออกค่าจดจำนองให้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะทำการรีไฟแนนซ์ แต่สำหรับการเปรียบเทียบนี้ก็สมมติว่าเราต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนี้เองทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องมาเปรียบเทียบกันดูว่าดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้จากการรีไฟแนนซ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันไหนจะคุ้มกว่ากัน
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารรายใหม่ที่เราหามาได้ คือ ปีแรกให้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 1.9% และปีต่อไปก็เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพราะฉะนั้นเราก็มาดูกันก่อนว่าดอกเบี้ยที่เราจะประหยัดได้จากการรีไฟแนนซ์เป็นเท่าไร โดยเราจะหาได้จากสูตรนี้เลย
เงินต้น x (อัตราดอกเบี้ยเดิม – อัตราดอกเบี้ยใหม่) x จำนวนปีที่ดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าของเดิม

ดังนั้นจากเงินต้นคงเหลือของเรา คือ 2,500,000 บาท ถ้าเราเลือกทำรีไฟแนนซ์บ้านจะทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้เท่ากับ 146,875 บาท (2,500,000 x (7.775-1.9)/100 x 1)

จากนั้นเราก็มาดูทางด้านค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์บ้านกันบ้าง สิ่งแรกที่ต้องเจอก็คือ ค่าประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ ที่ส่วนใหญ่จะประมาณ 3,000-4,000 บาท สมมติว่าครั้งนี้เท่ากัน 3,500 บาทสำหรับ ค่าประเมินราคา ค่าจดจำนองอีก 1% ของราคาทรัพย์สินแต่ไม่เกิน 200,000 บาท และค่าอากรแสตมป์อีก 0.05% ของวงเงินกู้แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าตามตัวอย่างนี้ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ก็จะเท่ากับ 29,750 บาท โดยเป็นค่าจดจำนอง 25,000 บาท และค่าอากรแสตมป์อีก 1,250 บาท

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าดอกเบี้ยที่เราประหยัดได้นั้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์ ซึ่งตัวอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่มีค่าปรับที่ปิดบัญชีก่อนกำหนด แต่ถ้าหากเราเลือกจะปิดบัญชีก่อนกำหนดเราจะมีค่าปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 75,000 บาท (2,500,000 x 3/100) ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายจากการรีไฟแนนซ์เป็น 104,750 บาท ก็อาจจะทำให้เราตัดสินใจทำการรีไฟแนนซ์ยากสักหน่อย

ดังนั้นหากจะรีไฟแนนซ์บ้านกันก็ควรที่จะรอให้ถึงกำหนดปิดบัญชีได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าปรับกันดีกว่า เพราะจะช่วยทำให้เรามีค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์น้อยลงและทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นไปอีก