คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

คลัง เปิดให้คนจน ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เริ่ม 15 ก.ค.59 นี้

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนสวัสดิการสังคมช่วยเหลือประชาชนตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กและครอบครัว สวัสดิการด้านการศึกษา สวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย สวัสดิการคนพิการ สวัสดิการผู้ด้อยโอกาส และสวัสดิการผู้สูงอายุ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีการให้เงินช่วยเหลืออื่น ๆ ตามนโยบายในแต่ละรัฐบาล อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาการจัดสวัสดิการสังคมและการให้เงินช่วยเหลือของภาครัฐยังมีข้อจำกัด โดยภาครัฐไม่สามารถกำหนดนโยบายการให้เงินช่วยเหลือต่างๆ ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการกำหนดนโยบายกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง และขาดข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเป็นรายบุคคลที่บูรณาการข้ามหน่วยงาน

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการเร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ และกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายให้พิจารณาดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมในโครงการ e-Payment ภาครัฐ


การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 จึงได้มีมติรับทราบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน

ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1) ว่างงานหรือมีรายได้ทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นในแต่ละปีปฏิทินไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นรูปแบบสมัครใจ (Voluntary Basis) โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สินของตน เจ้าหนี้และจำนวนหนี้สินที่คงค้าง เป็นต้น เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในการจัดทำสวัสดิการของรัฐ

2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสัญชาติไทย

2. กลไกการดำเนินการ

1) ลงทะเบียน ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 สำหรับปีต่อๆ ไปให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 กันยายน ของแต่ละปี

2) สถาบันการเงินตามข้อ 1) จัดเก็บเอกสารแล้วส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมสรรพากรเพื่อจัดเก็บข้อมูลและทำการตรวจสอบความถูกต้องในภายหลัง (Post Audit)

3) กรมสรรพากรเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร สำนักทะเบียนกลาง

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อประมวลข้อมูลผู้มีรายได้น้อย นำไปบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมแล้วนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการสังคมภายใต้โครงการ e-Payment ภาครัฐในระยะต่อไป

3. ประโยชน์ที่จะได้รับ

ช่วยทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากการลงทะเบียนจะต้องแสดงข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และการเป็นหนี้สิน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทราบข้อมูลและสามารถนำไปกำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

แม้น้อยนิด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็เสียภาษี!

แม้น้อยนิด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็เสียภาษี!

แม้น้อยนิด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็เสียภาษี!

รู้หรือไม่ดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษีด้วย แต่แบบไม่ต้องเสียภาษีก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเสียภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของเงินฝาก เช่น ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ถ้าไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ไม่เสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย แต่ถ้าตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในกรณีที่รายได้ทั้งปี ไม่เกิน 590,000 บาท ฐานภาษี 10% สามารถยื่นแบบ ภงด. 90 เงินได้ประเภท 40(4) สามารถขอภาษีคืนได้

แต่ถ้าใครฐานภาษี 20% ก็ไม่ต้องนำมารวมยื่นก็ได้ถือเป็น Final Tax แต่ถ้านำมายื่นรวมจะต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% หรือจะเป็น ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากประจำ หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทุกกรณี ดังนั้นถ้าใครรายได้ต่อปีไม่เกิน 590,000 บาท สามารถยื่นแบบ ภงด.90 เพื่อขอภาษีคืนได้เช่นกัน ถ้าฐานภาษี 10% ก็ได้คืน 5% แต่ถ้าฐานภาษี 0% ก็ได้คืนทั้งจำนวน

อย่างไรก็ตามใช่ว่าดอกเบี้ยเงินฝากจะเสียภาษีไปหมด มีดอกเบี้ยเงินฝากทวีทรัพย์ที่ฝากเท่ากันทุกๆ เดือน เป็นเวลา 24 เดือน โดยฝากระหว่าง 1,000 -25,000 บาทต่อเดือน จะได้รับการยกเว้นภาษี

by Passavee Thitiphonwattanakul

เด็ก 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ ลวงข่มขืนตลอดปิดเทอม

เด็ก 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ ลวงข่มขืนตลอดปิดเทอม

เด็ก 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ ลวงข่มขืนตลอดปิดเทอม

สุดสลด เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ถูกเพื่อนร่วมงานแม่ข่มขืนมาราธอน 3 เดือน ญาติเห็นผิดสังเกตพาหาหมอตรวจก่อนแจ้งตำรวจดำเนินคดี หวั่นไม่คืบแจ้งทหารให้ช่วย

เมื่อวันที่ (13 มิ.ย.) ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ร.อ.อาทิตย์ บุตรทิพย์ หัวหน้าชุดปฎิบัติการพื้นที่ที่ 2 จังหวัดอ่างทอง นำตัว เด็กหญิงดาว (นามสมมติ) วัย 9 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ไชโย พร้อมด้วยมารดาและญาติเข้าแจ้งศูนย์ดำรงธรรม

หลังเด็กหญิงถูก นายฮุสเซน อายุ 30 ปี เพื่อนร่วมงานของแม่ ก่อเหตุกระทำชำเราหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนเมษายน จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดอ่างทองเข้าร่วมสอบปากคำผู้เสียหายและแนะนำแนวทางในการดำเนินคดี

จากการสอบถาม ญาติของเด็กหญิง เปิดเผยว่า ครอบครัวของเด็กหญิงดาว มีพี่น้อง 4 คน โดยเด็กหญิงดาวเป็นลูกคนที่ 3 ปกติจะไปไหนมาไหนกับแม่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม จะตามไปทำงานรับจ้างก่อสร้างด้วย

ต่อมาช่วงระยะหลังๆ เด็กหญิงดาว มีอาการปวดท้องบ่อยๆ จึงพาไปหาหมอที่อนามัย ทางหมอแจ้งว่าเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและให้ยามารับประทาน แต่ก็ยังไม่หาย จึงพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ช่วงที่กำลังเดินทางไป เด็กหญิงก็เล่าให้ฟังว่าถูก นายเล็ก ที่ทำงานก่อสร้างกับแม่ ล่อลวงไปข่มขืนแล้วหลายครั้ง ขณะไปเล่นน้ำอยู่ใกล้ๆ บ้านของนายเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่แม่ของเด็กหญิงทำงานก่อสร้างอยู่

เด็กหญิงยังเล่าอีกว่า นายเล็กหลอกว่าจะพาไปเล่นบนบ้าน ก่อนจะพาไปทำการข่มขืนหลายครั้ง เมื่อสอบถามได้ความจริงจึงพาไปแจ้งความกับ ร.ต.ท.ชัชชัย ชัยยะ ร้อยเวร สภ.ไชโย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าต้องรอผลอย่างน้อย 1 เดือน

ตนกับครอบครัวของเด็กหญิงจึงเกรงว่า นายเล็ก จะหลบหนีไปก่อน ประกอบกับ นายเล็ก มีพรรคพวกอยู่ในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก คดีดังกล่าวอาจจะไม่คืบ จึงปรึกษาทางเจ้าหน้าที่ทหาร ก่อนที่จะเข้าแจ้งกับศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยเร่งรัดคดี

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ร.ต.ท.ชัชชัย ร้อยเวรเจ้าของคดี แจ้งว่า เบื้องต้นได้รับแจ้งความไว้แล้ว แต่อยู่ในช่วงดำเนินการรอผลจากทางแพทย์อยู่ เพราะคดีนี้ไม่มีพยานรู้เห็น ประกอบกับเด็กยังให้การเบื้องต้นแบบวกวน จึงได้เตรียมเรียกเด็กมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยจะต้องสอบพร้อมสหวิชาชีพ เนื่องจากผู้เสียหายเป็นเยาวชน ก่อนที่จะออกหมายเรียกผู้ต้องหามาดำเนินคดีต่อไป

สุโขทัยฮือฮา! กบสีเงิน-กบสีทอง เพิ่งให้โชคงวดที่แล้ว

สุโขทัยฮือฮา! กบสีเงิน-กบสีทอง เพิ่งให้โชคงวดที่แล้ว

สุโขทัยฮือฮา! กบสีเงิน-กบสีทอง เพิ่งให้โชคงวดที่แล้ว

ศูนย์เพาะเลี้ยงกบสุโขทัย พบกบ 2 ตัวรูปร่างแปลกๆ มีสีเงินและสีทอง มันคลอเคลียจับคู่ไปด้วยกัน เชื่อเป็นสิริมงคล ชาวบ้านแวะเวียนมาขอโชคลาภ หลังพาเฮงให้เลขไปเมื่องวดก่อน

เมื่อวันที่ (15 มิ.ย.)ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข่าวฮือฮาทางกระแสออนไลน์ ระบุว่า มีกบคู่บุญชื่อ “สีเงิน” และ “สีทอง” โดยกบสีเงินเป็นเพศผู้ และกบสีทองเป็นเพศเมีย อายุ 2 เดือน 6 วัน เลี้ยงอยู่ในกระชังเลี้ยงกบในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นนโยบายของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ต้องการทำโครงการเพื่อให้ผู้พักพิงได้มีการต่อยอดเรียนรู้ และเป็นสวัสดิการคนไร้ที่พึ่ง

นายณัฐกิจ โพธิ์ขาว เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม เล่าให้ฟังว่า ได้ซื้อพันธุ์กบมาจากจังหวัดพิษณุโลก ช่วงแรกๆ ก็เลี้ยงปกติทั่วไป แต่พอกบในกระชังอายุได้เดือนเศษ สีของเจ้ากบสองตัวนี้ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ และคู่นี้จะคลอเคลียอยู่ใกล้กัน กระโดดไปทางเดียวกันตลอด จนเป็นที่สังเกตของเจ้าหน้าที่ทุกคน จนมีการตั้งชื่อว่า “สีเงิน” และ “สีทอง”

ทุกเช้าและทุกเย็น จะมีคนวนเวียนกันมาทักทาย เพื่อขอโชคลาภตามความเชื่อ รวมทั้งเชื่อว่ากบคู่นี้เป็นกบคู่บุญกับสำนักงาน เพราะระยะหลังจากที่ นายสมเกียรติ ยอดเพ็ชร ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุโขทัย ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ได้มีการพัฒนาบริเวณโดยรอบสำนักงาน สั่งให้มีการเริ่มโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ทุกอย่างก็ดูเจริญหูเจริญตา สำนักงานมีชีวิตชีวา

และที่สำคัญเริ่มโครงการนี้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม งวดที่ผ่านมาก็ได้โชคกันทั่วหน้า จากเลขตัวนี้ ส่วน นายสุทธิพงษ์ มะโนมูล เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมที่ดูแลและใกล้ชิดกับ เจ้าสีเงินและเจ้าสีทอง บอกว่า กบตัวอื่นๆ ก็คงจะนำไปทำเป็นอาหารหรือไม่ก็นำไปขายตามท้องตลาด แต่สำหรับสีเงินกับสีทองตนเองจะเลี้ยงไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นสัตว์คู่บุญกับสำนักงานและเจ้าหน้าที่ จะเลี้ยงไปจนกว่าเจ้าสีเงินและเจ้าสีทองจะจากไปเอง

“ทรรศพลฐ์” ขายหุ้น AAV เกือบหมด ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์

“ทรรศพลฐ์” ขายหุ้น AAV เกือบหมด ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์

“ทรรศพลฐ์” ขายหุ้น AAV เกือบหมด ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์

ไทยแอร์เอเชีย แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่า นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ขายหุ้นที่ถืออยู่เกือบทั้งหมด ให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ หลังจากที่ปฏิเสธข่าวมาหลายครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธรรศพลฐ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่ง และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า ได้ขายหุ้น AAV รวม 1.89 พันล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 4.20 บาทต่อหุ้น ให้กับนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และเจ้าของทีมเลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับ AAV เป็นโฮลดิ้งคอมปะนี ถือหุ้นใหญ่ ไทยแอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดใหญ่สุดของไทย โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ AAV ก่อนการขายหุ้น มีกลุ่มนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนราว 44% แต่หลังขายหุ้นแล้ว กลุ่มนายธรรศพลฐ์ สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 5% ขณะที่กลุ่มนายวิชัย และครอบครัว ถือหุ้นรวมกันประมาณ 39% ซึ่งการขายหุ้น AAV ครั้งนี้ มีมูลค่ารวม 7.94 พันล้านบาท โดยบริษัทระบุด้วยว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารแต่อย่างใด นอกจากนี้ กลุ่มนายวิชัย ยังจะทำคำเสนอซื้อหุ้น หรือเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้น AAV จากผู้ถือหุ้นทั่วไปด้วย

ก่อนหน้านี้ ปรากฏข่าวเรื่องการขายหุ้นของ AAV มาโดยตลอด ซึ่งบริษัทก็ได้ปฏิเสธข่าวมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึง 3 ครั้ง โดยยืนยันวา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ด้านนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ จากบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาขายหุ้น AAV ที่ 4.20 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดถึง 30% ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นการตกลงซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดแบบนี้ ดังนั้นในระยะสั้น อาจสร้างแรงกดดันให้ราคาหุ้นในวันนื้ อาจปรับตัวลงแรง และผันผวนมาก อย่างไรก็ตาม คงต้องดูว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาแล้ว จะช่วยเกื้อหนุนธุรกิจของสายการบินไทยแอร์เอเชียอย่างไร

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักวิคราะห์ จาก บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า ราคาหุ้น AAV วันนี้ น่าจะผันผวนขาลง แต่อาจไม่รุนแรงมาก และเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น และมีการเก็งกำไรล่วงหน้ามาก่อนแล้ว มองว่าช่วงนี้นักลงทุนจะให้ความสนใจว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่จะเข้ามาสร้างประโยชน์ให้สายการบินไทยแอร์เอเชียมากน้อยเพียงใด

นายปริญญ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ ระบุว่า การที่กลุ่มนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งเป็นเจ้าของคิงเพาเวอร์ คงไม่ทำให้โครงสร้างการบริหารเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการบิน แต่จะเป็นผลบวกในระยาวให้กับสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยมองว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่ม นอกเหนือจากธุรกิจการบิน โดยเฉพาะธุรกิจจำหน่ายสินค้าบนเครื่องบิน และอาจมีแผนขยายฐานไปธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต สำหรับแนวโน้มราคาหุ้น AAV วันนี้ อาจปรับตัวลง แต่ไม่น่าแรง

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คงมีหลายๆ คนที่อยากจะลดค่าใช้จ่ายภายในบ้านลง ซึ่งค่าใช้จ่ายหนึ่งที่จะลดลงได้ก็คือ ค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือน โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ภาระการผ่อนบ้านในแต่ละเดือนลดลงได้ก็คือ การทำ รีไฟแนนซ์ หรือบางทีการทำรีไฟแนนซ์นี้ก็อาจจะเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่บางคนใช้เพื่อทำให้การผ่อนบ้านหมดเร็วกว่าที่กำหนดกันในสัญญา แต่เรามาทำความเข้าใจและเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าเมื่อรีไฟแนนซ์บ้านแล้วจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลงมากน้อยแค่ไหน

รีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนเจ้าหนี้ หรือไถ่ถอนสินเชื่อจากธนาคารเจ้าหนี้รายเก่ามาเป็นธนาคารเจ้าหนี้รายใหม่ เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราได้รับสินเชื่อจากธนาคารนั้นในช่วงปีแรกธนาคารจะให้ดอกเบี้ยที่ถูกมากๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เรามาขอสินเชื่อกับธนาคาร แต่เมื่อหมดช่วงโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยก็จะปรับขึ้นมาเป็นอัตราปกติที่จะสูงกว่าช่วงแรกมากพอสมควร ดังนั้นลูกหนี้อย่างเราก็เริ่มที่จะมองหาธนาคารแห่งใหม่ที่มีโปรโมชั่นในการรีไฟแนนซ์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำแทน

แต่เราจะมองที่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการทำประกันทั้งประกันอัคคีภัยและประกันวงเงินสินเชื่อ หรืออาจจะมีค่าปรับให้กับธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้รายเก่า ในกรณีที่เราปิดบัญชีสินเชื่อก่อนระยะเวลาที่ระบในสัญญา ซึ่งถ้าหากว่าเราเปรียบเทียบแล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์สูงกว่าหรือเสียเวลาในการดำเนินการที่มากมายเกินกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้ เราก็อาจจะต้องเลือกผ่อนสินเชื่อกับธนาคารเดิมก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะทำการีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเราจะต้องอ่านสัญญาสินเชื่อบ้านของเราให้เข้าใจก่อนว่าจะปิดบัญชีได้ภายในปีที่เท่าไรถึงจะไม่เสียค่าปรับ ส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดไว้ว่าห้ามปิดบัญชีก่อนครบกำหนด 3 ปี เพื่อการรีไฟแนนซ์บ้านในครั้งนี้จะได้ไม่มีต้นทุนที่มากเกินไป ทีนี้เรามาลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าการผ่อนบ้านกับธนาคารที่เดิมกับการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่นั้นแบบไหนจะคุ้มกว่ากัน

สมมติว่าเรามียอดสินเชื่อบ้านอยู่กับธนาคารเดิมทั้งหมด 3,000,000 บาท ผ่อนชำระมาแล้วทั้งหมด 3 ปี เหลือหนี้สินทั้งสิ้น 2,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 7.775% ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะทำการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารอีกแห่งหนึ่งที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า แต่เราจะต้องเสียค่าจดจำนอง ค่าประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ และค่าอากรแสตมป์ในการจดจำนอง แต่บางธนาคารก็อาจจะมีโปรโมชั่นที่ออกค่าจดจำนองให้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะทำการรีไฟแนนซ์ แต่สำหรับการเปรียบเทียบนี้ก็สมมติว่าเราต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนี้เองทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องมาเปรียบเทียบกันดูว่าดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้จากการรีไฟแนนซ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันไหนจะคุ้มกว่ากัน
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารรายใหม่ที่เราหามาได้ คือ ปีแรกให้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 1.9% และปีต่อไปก็เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพราะฉะนั้นเราก็มาดูกันก่อนว่าดอกเบี้ยที่เราจะประหยัดได้จากการรีไฟแนนซ์เป็นเท่าไร โดยเราจะหาได้จากสูตรนี้เลย
เงินต้น x (อัตราดอกเบี้ยเดิม – อัตราดอกเบี้ยใหม่) x จำนวนปีที่ดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าของเดิม

ดังนั้นจากเงินต้นคงเหลือของเรา คือ 2,500,000 บาท ถ้าเราเลือกทำรีไฟแนนซ์บ้านจะทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้เท่ากับ 146,875 บาท (2,500,000 x (7.775-1.9)/100 x 1)

จากนั้นเราก็มาดูทางด้านค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์บ้านกันบ้าง สิ่งแรกที่ต้องเจอก็คือ ค่าประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ ที่ส่วนใหญ่จะประมาณ 3,000-4,000 บาท สมมติว่าครั้งนี้เท่ากัน 3,500 บาทสำหรับ ค่าประเมินราคา ค่าจดจำนองอีก 1% ของราคาทรัพย์สินแต่ไม่เกิน 200,000 บาท และค่าอากรแสตมป์อีก 0.05% ของวงเงินกู้แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าตามตัวอย่างนี้ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ก็จะเท่ากับ 29,750 บาท โดยเป็นค่าจดจำนอง 25,000 บาท และค่าอากรแสตมป์อีก 1,250 บาท

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าดอกเบี้ยที่เราประหยัดได้นั้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์ ซึ่งตัวอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่มีค่าปรับที่ปิดบัญชีก่อนกำหนด แต่ถ้าหากเราเลือกจะปิดบัญชีก่อนกำหนดเราจะมีค่าปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 75,000 บาท (2,500,000 x 3/100) ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายจากการรีไฟแนนซ์เป็น 104,750 บาท ก็อาจจะทำให้เราตัดสินใจทำการรีไฟแนนซ์ยากสักหน่อย

ดังนั้นหากจะรีไฟแนนซ์บ้านกันก็ควรที่จะรอให้ถึงกำหนดปิดบัญชีได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าปรับกันดีกว่า เพราะจะช่วยทำให้เรามีค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์น้อยลงและทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นไปอีก

มาผ่อนคลาย สมอง น้อยๆของเรากันเถอะ!

ทุกวันนี้เราทุกคนทำงานกันอย่างหนักหักโหม จนหลายๆคนอาจลืมที่จะมีเวลาเพื่อดูแลตัวเองทั้งพลังงานสมองที่ถูกใช้หนักในแต่ละวัน สมองก็ย่อมอ่อนเพลียอ่อนล้าเป็นธรรมดา ในวันนี้เราลองมาดูวิธีที่ทำให้สมองได้รับการผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง

1. จิบน้ำบ่อย ๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่นTheta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Grateful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ
สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %

ที่มา askhanuman.co.th

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เว็บไซต์หางานชั้นนำของเอเชียแนะบุคลากรไทยต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวทันความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในยุคหน้า พร้อมกับเผย 10 สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด และข้อมูลฐานเงินเดือนเชิงลึกจากทุกอุตสาหกรรม และระดับตำแหน่งงาน จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 40,000 รายทั่วประเทศ

นางสาวนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคภายในแนวคิด Thailand 4.0 โดยจะปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจยุคประเทศไทย 4.0 นั้นก็คือ การพัฒนาบุคลากรในมิติต่างๆ ให้มีคุณภาพเพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนและยกระดับผลิตภาพ (Productivity)
ซึ่ง jobsDB ต้องการแนะนำให้ทั้งผู้สมัครงานและผู้ประกอบการ วางแผนและเตรียมความพร้อมของตนเองในอาชีพการงานที่เหมาะสม ได้เห็นโครงสร้างเงินเดือนแต่ละระดับตำแหน่งงานและแต่ละอาชีพในตลาดที่แท้จริง รวมไปถึงสามารถเลือกศึกษาและพัฒนาทักษะการทำงานให้เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานที่ตลาดต้องการ และสอดคล้องกับนโยบายประเทศ
อีกทั้งยังได้ทราบว่าสาขาวิชาชีพไหนที่ขาดแคลนเป็นที่ต้องการในตลาดงาน ซึ่งจากผลรายงานจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40,000 รายที่ใช้บริการของ jobsDB ได้มีผลรายงาน 10 สายงานที่ตลาดงานต้องการและ 10 อาชีพเงินเดือนมากที่สุดในตลาดดังนี้

สายงานที่ตลาดงานต้องการมากที่สุดใน

ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป 3 อันดับแรก คือ

1) งานขาย บริการลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ  2) ธุรการและทรัพยากรบุคคล 3) วิศวกรรม


ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลาง คือ

1) วิศวกรรม 2) ไอที 3) บัญชี


ระดับหัวหน้างาน คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) วิศวกรรม และ


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) การตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากนี้ jobsDB ยังได้จัดทำผลสำรวจเงินเดือนที่มีเงินเดือนสูงสุดในประเทศไทยในแต่ละระดับตำแหน่ง ทั้งนี้สายงานที่มีเงินเดือนมากที่สุด 3 อันดับแรก
ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ

1) โทรคมนาคม เริ่มต้นที่ 28,467 บาท 2) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 22,731 บาท และ3) ไอที เริ่มต้นที่ 21,854 บาท


เนื่องจากการผลิตบุคลากรสาขาดังกล่าวต่อปีมีจำนวนจำกัด
ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลางคือ

1) โทรคมนาคมเริ่มต้นที่ 38,125 บาท  2) งานธนาคาร งานการเงิน เริ่มต้นที่ 37,667 บาท และ3) บริการเฉพาะทางเริ่มต้นที่ 36,133 บาท


โดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนงานของบุคลากรเมื่อเริ่มทำงานในสายงานนี้จนมีความมั่นใจและความชำนาญในระดับหนึ่ง
ระดับหัวหน้างาน คือ

1) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 51,208 บาท 2) งานประกันภัยเริ่มต้นที่ 50,855 บาท และ 3)บัญชี เริ่มต้นที่ 49,664 บาท


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) อสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นที่ 87,500 บาท 2) วิทยาศาสตร์ งาน Lab งานวิจัยและพัฒนา เริ่มต้นที่ 83,276 บาท และ 3) ขนส่ง เริ่มต้นที่ 80,738 บาท

“เราต้องการให้คนทำงานมองเห็นโอกาสการเติบโตในสายอาชีพที่ตนทำอยู่ ด้วยการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของตัวเองให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยผลสำรวจเงินเดือนในทุกระดับตำแหน่งงานเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงค่าตอบแทนในแต่ละสาขาอาชีพที่จะช่วยให้คนทำงานมีความรู้สึกอยากพัฒนาทักษะด้านการทำงานของตน จนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายอาชีพนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวนพวรรณ กล่าว
นางสาวนพวรรณ ยังได้แนะนำว่า หากคนทำต้องที่อยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้จัดการในอาชีพต่างๆ ต้องมีทักษะพื้นฐานแต่ละอาชีพที่จำเป็น ไปจนถึงความเป็นผู้นำและทัศนะคติที่พร้อมจะเป็นผู้บริหารในสายงานนั้น ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
สายงานเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือ ไอที ต้องมีทักษะความสามารถพิเศษ เช่น มีการค้นคว้าแหล่งข้อมูลเพื่อการสรรหาตรรกะที่ดี วิเคราะห์ สรุปสถานการณ์ สายงานด้านงานบริการเฉพาะทาง ต้องมีทักษะด้านนั้นๆ เช่น งานเฉพาะทางด้านกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องทราบกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายบริษัท

5 เหตุผลที่ควรทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

5 เหตุผลที่ควรทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

5 เหตุผลที่ควรทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

คุณผู้อ่านคะ เคยสงสัยกันบ้างมั้ยคะว่าเงินหายไปไหน หากอยากจะสะกดรอยตามเงินให้เจอ ควรทำอย่างไร วันนี้นิมี tip เล็กๆ ที่จะมาสะกดรอยตามเงินกันค่ะ
• เริ่มจากการจดบันทึกรายรับรายจ่าย
• พกสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ติดกระเป๋า จดทุกครั้งที่ได้รับเงินมาหรือใช้ไป หรือใครที่เชี่ยวชาญในเทคโนโลยี สมัยนี้ก็มี application เยอะแยะที่ช่วยทำให้คุณสามารถจดบันทึกรายรับ รายจ่ายได้สะดวกมากขึ้นด้วยค่ะ

เราสามารถแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายได้ดังนี้
• ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน ต้องกันเงินส่วนนี้ออกมาก่อน หรือที่เราเรียกว่าเก็บก่อนใช้นั่นเอง
• ค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ลองพิจารณาทางเลือกในการ Refinance ดูนะคะ ซึ่งอาจจะทำให้ประหยัดค่าดอกเบี้ยจ่ายได้ไม่มากก็น้อยค่ะ
• ค่าใช้จ่ายผันแปร ลองจดและแยกประเภทค่าใช้จ่ายสัก 1 เดือนดูจะทำให้คุณเห็นรูรั่วทางการเงินจะทำให้รู้ว่าควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นด้านไหนบ้างค่ะ

  นอกจากนี้วันนี้นิยังมี 5 เหตุผลควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาฝากกันด้วยค่ะ
1. ถ้าคุณต้องการเป็นเศรษฐี เพราะ “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นเศรษฐี และ “บันทึกรายรับรายจ่าย” ก็เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างจริงจัง
2. ถ้าคุณต้องการรู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย” คือ แหล่งข้อมูลที่ดีที่จะบอกเล่าถึงกิจกรรมที่คุณทำ พฤติกรรมที่คุณเป็น และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น คุณอาจจะอึ้งเมื่อได้รู้นิสัยทางการเงินของตัวเอง
3. ถ้าคุณต้องการตัวช่วยในการสร้างนิสัยทางการเงินที่ดี เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย” เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณกำหนดเป้าหมายในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้คุณได้
4. ถ้าคุณไม่รู้วิธีจัดการเงิน เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย” ช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับการใช้จ่ายและความสามารถในการหาเงินซึ่งจะช่วยใหคุณจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. ถ้าคุณต้องการมีความสุขทุกวัน เพราะ “กิจกรรมต่างๆ” ในชีวิตเราล้วนเกี่ยวข้องกับเงินแทบทั้งนั้น “บันทึกรายรับรายจ่าย” จะช่วยให้คุณรู้ที่มาและที่ไปของเงินจากกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ซึ่งคุณจะสามารถจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสุขจากอิสรภาพทางการเงินก็จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเลยค่ะ

เมื่อรู้ข้อดีทั้ง 5 ข้อของการทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว เราก็มาทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันดีกว่าค่ะ คุณสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์การวางแผนการเงินได้ที่ nipapuntalk@hotmail.com แล้วพบกันในตอนต่อไปค่ะ

9 เคล็ดลับมีเงินล้านแม้อายุยังน้อย

เคล็ดลับรวยตั้งแต่เด็ก

9 เคล็ดลับมีเงินล้านแม้อายุยังน้อย

สมัยนี้มีวิธีการมากมายในการได้มาเงินล้าน ที่ใครหลายคนฝันอยากจะมีให้ได้เร็วๆ พรุ่งนี้เลยยิ่งดี!! มันก็ไม่ได้ง่ายเลยทีเราจะมีเงินล้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่อายุน้อยๆ จะมีเงินล้านก็อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่มันก็ไม่ยากเกินความพยายามของเรา

เรามาดู 9 เคล็ดลับมีเงินล้านแม้อายุยังน้อยกันเลย
1. รู้จักทำมาหากิน

การที่เรารู้จักทำงาน หารายได้พิเศษ หรือรายได้เสริม นอกจากจะมีเงินเก็บมากมายแล้ว ยังได้ทั้งประสบการณ์ใหม่ๆ เราจะได้เข้าใกล้เงินล้านอย่างรวดเร็ว วิธีง่ายๆ ทำงานแล้วก็ทำงานนะครับ รับรองได้มุมมองหารายได้และโอกาสใหม่ๆ อาจจะรวยวันรวยคืนโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
2. ออมเงินให้เป็น

รายได้ที่ได้มาในแต่ละเดือน นำมาออมไว้สัก 10% ขำเข้าบัญชีเงินฝากประจำ ห้ามกดออกมาใช้เด็ดขาด หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ เป็นการกระตุ้นตัวเองให้หาเงินมากขึ้นอีกด้วย ค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล แบบนี้เงินล้านอยู่ไม่ไกลเลยครับ
3. อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

การที่มีรถ มีมือถืออยู่แล้ว ก็ไม่ต้องคอยตามกระแส ใช้เงินไปกับการซื้อของตามแฟชั่น จนใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ซื้อไปเรื่อยๆ แล้วจะมีเงินล้านได้ยังไง หากนับเงินที่เสียไปกับของฟุ่มเฟือยทั้งหลาย ได้หลายล้านละมั้ง อะไรที่มีอยู่แล้วถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อใหม่ครับ เช่น มีรถที่ยังใช้ได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขยันสร้างหนี้ให้ตัวเองลำบากนะครับ
4. เงินอยู่ใกล้ตัวเรา

เงินล้านหาไม่ยาก ถ้าเรายังมีแรงทำงาน ยิ่งทำงานหนัก ก็ยิ่งมีเงินมากขึ้น ที่บอกว่างานหนัก มันคือการที่เราหางานเสริมจากงานประจำที่สร้างรายได้ให้เรามีโอกาสที่จะได้สัมผัสถึงเงินล้าน เช่น การทำงานนอกเวลางาน หารายได้พิเศษทำ หาวิธีสร้างรายได้ใหม่ๆ ใช้โลกอินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์
5. นำเงินต่อยอดให้เพิ่มมากขึ้น

หลักการง่ายๆ นำเงินที่ได้มาจากการทำงาน เก็บออมต่างๆ ไปลงทุนต่อยอดที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเรายังไม่รู้จะลงทุนอะไรดี ลองกลับไปคิดดูว่า เรามีความสนใจในเรื่องอะไร ถนัดและมีความชำนาญมากน้อยแค่ไหน จากนั้นลงทุนสักก้อน เพื่อสร้างผลตอบแทน และได้ทำในสิ่งที่เรามีความสุข
6. ดูคนรวยเป็นแบบอย่างบ้าง

สังเกตุว่าคนรวยมีพฤติกรรมอย่างไร ทำไมเขาถึงรวยเอาๆ แน่นอนเลยว่าไม่ใช่ใครๆ จะรวยได้ง่ายๆ มันต้องผ่านอะไรมาหลายอย่างเต็มไปหมด กว่าเขาจะมีวันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เรียนรู้จากความผิดพลาดให้เยอะที่สุด และนำเอาจุดนี้ไปพัฒนาต่อไป รับรองเงินล้านมันก็ไม่ยากเย็นอะไรเลย
7. ทำอะไรต้องมีเป้าหมาย

การที่เราจะทำอะไรสำเร็จได้นั้น ต้องมีการวางแผน วางเป้าหมายให้ดีๆ หลายคนอาจจะมองข้ามข้อนี้ไป การที่เราวางแผน เราอาจจะเห็นและคาดการณ์เหตุการณ์ข้างหน้าได้ หากเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จะได้รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด อยากมีเงินล้าน ก็วางเป้าหมายง่ายๆ จะต้องมีเงินล้านให้ได้ภายในกี่ปี เป้นต้น
8. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็เหมือนกับการกินดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร 5 – 6% ต่อปีเลยทีเดียว โดยรัฐบาลเป็นผู้ออกพันธบัตร และจ่ายดอกเบี้ย จะออกเป็นช่วงๆ ระยะเวลา ดอกเบี้ย จะเป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาล ข้าราชการและผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บส่วนใหญ่จะนิยมซื้อเอาไว้ สังเกตได้จากเมื่อมีพันธบัตรออกมา ใช้เวลาไม่นานก็ขายหมดเกลี้ยง
9. ซื้อทองเก็บไว้

เป็นการหาเงินแบบไม่ต้องลงแรง แต่ต้องลงเงินมากหน่อยและต้องลงให้เป็น ช่วงไหนราคาทองตก ก็จัดการซื้อมาได้เลย เราไม่เน้นเกร็งกำไรรายวัน ใช้วิธีการซื้อสะสม อาศัยผลตอบแทนระยะยาว เพราะทองคำถือไว้ยาวๆ ราคามีโอกาสสูงขึ้นเป็นไหนๆ หากลองย้อนไปดูราคาทองมีแต่จะสูงขึ้นๆ
● ปี พ.ศ. 2504 ทองบาทละ 400 บาท
● ปี พ.ศ. 2535 ทองบาทละ 4,000 บาท
● ปี พ.ศ 2545 ทองบาทละ 8,000 บาท
● ปัจจุบัน ทองบาทละ 18,000+ บาท

จะเห็นได้ว่าราคาทองมีแต่จะสูงขึ้น ถ้ามีเงินเหลือเก็บ ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนเพื่อแสวงหากำไรนะครับ (ที่มาข้อมูล : pantip,ทองคำราคา)
หากเรามีเป้าหมายที่แน่ชัด และมีความพยายามอย่างต่อเนื่องละก็ รับรองไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มันต้องประสบความสำเร็จสักวันหนึ่ง แม้กระทั่งเงินล้านที่เราฝันอยากจะมีไว้ครอบครอง ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของเราครับ