100ล้านคนโหลดโปเกมอน-รายได้พุ่ง3.47หมื่นลบ.

100ล้านคนโหลดโปเกมอน-รายได้พุ่ง3.47หมื่นลบ.

100ล้านคนโหลดโปเกมอน-รายได้พุ่ง3.47หมื่นลบ.

บ.การตลาด เผย ผู้ดาวน์โหลดเกมโปเกมอน โก กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้ประมาณ 3.47 หมื่นล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากการเปิดตัวเกม โปเกมอน โก (Pokemon GO) เพียงเดือนกว่า ขณะนี้เกมดังกล่าวเป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานจริงในแต่ละวันมากกว่าเฟซบุ๊กถึง 2 เท่า เฉพาะผู้เล่นในสหรัฐ ฯ และอังกฤษ มีจำนวนถึง 11 ล้านคน จากการสำรวจโดยบริษัท ยูกอฟ ในช่วง 5 สัปดาห์แรก

นอกจากนี้ โปเกมอน โก สามารถดึงดูดเงินจากกระเป๋าของผู้เล่นได้แล้วถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือ ประมาณ9,319 ล้านบาท ภายใน 5 สัปดาห์แรก โดย บ. ไนแอนติก ผู้พัฒนาเกมหลัก สามารถทำเงินทางตรงได้กว่า 1,000ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 3.47 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท นินเทนโด 1 ในผู้มีส่วนร่วมหลักของเกมนี้ มีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าการตลาดอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านเยน หรือ 1.48 ล้านล้านบาท

“กรุณา บัวคำศรี” คนข่าวกับความฝันที่ไม่มีวันหมดอายุ

“กรุณา บัวคำศรี” คนข่าวกับความฝันที่ไม่มีวันหมดอายุ

“กรุณา บัวคำศรี” คนข่าวกับความฝันที่ไม่มีวันหมดอายุ

“เสน่ห์การลงพื้นที่ทำข่าว มันไม่ใช่เพียงให้เรารู้แค่เรื่องในสถานที่จริง แต่มันทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลง”โดย กรุณา บัวคำศรี

ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกาศข่าวทีวีหลายช่องตบเท้าพร้อมใจโยกย้ายภารกิจจากช่องทีวีเดิมไปสู่ช่องใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน “กรุณา บัวคำศรี” ผู้ประกาศสาวมาดแกร่งคือ 1 ในนั้น เธอเลือกโบกมือลาจากสถานีไทยทีวีสีช่อง 3 ไปสู่อ้อมอกทีวีช่องฟ้าอย่าง PPTV หลายคนตั้งคำถามถึงการเดินจากมาของเธอ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา หากแต่เมื่อพูดคุยแล้วจึงได้รู้ว่า “ความฝัน” สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดแม้จะผ่านวัยมาจนถึงหลัก 4 แล้วก็ตาม

ความฝันการเป็นนักข่าวของคุณกรุณาไม่ได้แรกคลอดมาพร้อมกับเธอ แบบที่รู้ตัวว่า “โตขึ้นฉันจะเป็นนักข่าว” หากแต่เป็นเพียงแวบเดียวในวัยเด็กที่ได้ดูข่าวคุณสมเกียติ อ่อนวิมลรายงาน แล้วเกิดความสนใจ แต่นั่นคือความคิดชั่วคราวของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป

“สมัยเด็กๆ แถวบ้านทีวีสัญญาณไม่ค่อยดี เวลาจะดูให้ชัดทีก็ต้องจับหนวดกุ้ง แล้วตอนนั้นเห็นคุณสมเกียรติ อ่อนวิมลรายงานข่าวก็รู้สึกสนใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ตอนเด็กๆ จริงๆ ฝันอยากเป็นหลายอย่างเป็นครูดอยก็อยากเป็น แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักข่าว”

กระทั่งเธอเอนทรานซ์เข้าศึกษาเป็นนิสิตในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยจนมีโอกาสได้รู้จักกับนักข่าวรุ่นพี่หลายๆ คน แม้จะไม่ได้เรียนในสาขาวิชาชีพโดยตรง แต่กลับเริ่มรู้สึกว่าอาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่น่าสนใจ

“จริงๆ การได้เรียนคณะอักษรศาสตร์เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เรารู้จักการอ่าน การค้นคว้า ถึงจะไม่ใช่สายตรงในการประกอบอาชีพ แต่ก็มีส่วนช่วยงานสายนี้ค่อนข้างมากแล้วเรายังได้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ทำให้เราสามารถค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น สำหรับเราแล้วถือว่าเป็นเรื่องได้เปรียบ”

หลังจบการศึกษาเธอสมัครเข้าทำงานเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ด้วยความมุ่งมั่น แม้จะไม่มีทักษะเรื่องการเขียนข่าว แต่ยังยืนยันที่จะเป็นนักข่าวให้ได้

“ตอนไปสัมภาษณ์งานเขาให้ทดลองเขียนข่าวเป็นภาษาอังกฤษ แม้เราจะเรียนอักษรมาแต่ภาษาอังกฤษของเราก็ไม่ได้ดีมาก เขาบอกว่าการเขียนของเรายังใช้ไม่ได้ แต่เราก็บอกว่าเราพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาอย่างตั้งใจ ตอนนั้นกว่าจะเขียนแต่ละประโยคได้มันยากมาก”

คุณกรุณาได้เข้าทำงานเป็นนักข่าวสมใจ ประสบการณ์การทำงานที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ 2 ปีถือเป็นการปูพื้นฐานและสร้างความท้าทายในสายงานสื่อสารมวลชนให้คุณกรุณามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากนั้นคุณกรุณาไปศึกษาต่อและทำรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ออสเตรเลีย การทำงานข่าวต่างแดนสร้างประสบการณ์ตื่นเต้นแปลกใหม่ให้เธอเช่นกัน

“เราต้องทำข่าวให้คนออสเตรเลียดู มันก็แปลกที่พวกเขาสนใจเรื่องที่คนไทยอาจไม่ค่อยสนใจเช่นเรื่องช้าง เรื่องพม่า มีครั้งหนึ่งที่พี่ต้องนัดรับเทปสัมภาษณ์อองซาน ซูจี ตอนนั้นเราต้องปลอมตัวเข้าไป มีการนัดแนะกันว่าจะจัดส่งที่ไหน แล้วต้องให้เจ้าหน้าที่สนามบินตรวจ ตอนนั้นเราซ่อนเทปสัมภาษณ์ไว้ในรองเท้า ดีนะที่เขาให้ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องตรวจ ตื่นเต้นมาก”

ต่อมาคุณกิตติ สิงหาปัดชักชวนคุณกรุณาให้เข้ามาเป็นผู้ประกาศข่าวที่สถานทีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการเริ่มต้นงานผู้ประกาศข่าวแบบเต็มตัว เมื่อไอทีวีเกิดการเลิกจ้างพนักงาน คุณกรุณาจึงอยู่ในช่วงว่างงานประจำแต่ยังคงทำงานประสานงานให้กับทีมทำข่าวจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาทำข่าวในเมืองไทยก่อนจะเข้าไปทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวที่สถานีโทรทัศน์ Thai PBS และสถานีไทยทีวีสีช่อง 3 ในเวลาต่อมา

“ช่วงทำงานที่ Thai PBS เป็นช่วงที่การเมืองระส่ำระสาย และเราทำรายการเกี่ยวกับเหตุบ้านการเมืองเป็นหลัก เลยรู้สึกว่าได้รับแรงกดดันจากทุกส่วน จริงๆ ใจอยากทำข่าวต่างประเทศมากกว่าเพราะตอนไปเรียนต่อต่างประเทศเห็นว่าคนไทยมักได้รู้ข่าวต่างประเทศจากชาวต่างชาติเป็นคนทำ แต่ไม่มีคนไทยเป็นคนทำให้คนไทยด้วยกันดู จนย้ายมาอยู่ช่อง 3 พี่เลยขอเบรกเรื่องการเมือง เพราะรู้สึกเหนื่อย และก็ได้เข้าไปทำข่าวต่างประเทศมากขึ้น แต่มักเป็นแบบเกิดเหตุการณ์แล้วถึงไป ทำอยู่ช่อง 3 ได้ 6 ปีเริ่มคิดถึงสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ”

การตัดสินใจย้ายจากช่องใหญ่อันดับต้นๆ ไปสู่สถานีโทรทัศน์ PPTV เอชดีคือคำตอบที่มาพร้อมความท้าทายของการได้ทำในสิ่งที่ผู้ประกาศสาวใฝ่ฝันมานานนั่นคือการทำสารคดีเชิงข่าวในมิติที่เป็นการสื่อสารแบบสากล แตกต่างจากการทำข่าวเสนอข้อเท็จจริงแบบทั่วไป

“การทำงานกับช่องใหญ่ไม่แตกต่างกับช่องเล็กๆ เพียงแต่พี่มองว่ามันเป็นความท้าทาย ถ้าเราเอาคอนเทนส์เดียวกันนี้ไปใส่ไว้ในช่วง 4 ทุ่มกว่าของช่องใหญ่ รับประกันคนดูมหาศาล แต่การที่เราเอาเนื้อหาเดียวกันนี้มาใส่ในช่องเล็กๆ พี่มองว่ามันเป็นความท้าทายและทำให้เราทำงานสนุกมากยิ่งขึ้น สำหรับพี่การเดินออกมาจากช่อง 3 เป็นการเดินจากออกมาด้วยความรู้สึกดี และเป็นมิตรกัน เพราะพี่เตรียมตัวเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ของช่องตั้งแต่ต้นปี จากนั้นอีกครึ่งปีถึงเดินออกมา ทุกวันนี้พี่ยังคุยกับพี่ๆ ที่ช่อง 3 ได้เป็นอย่างดี”

รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี จึงเป็นรายการสารคดีข่าวของช่อง PPTV ในเวอร์ชั่นที่นอกจากจะเติมความฝันในฐานะคนทำข่าวให้เต็มแล้ว การเดินทาง ลงพื้นที่ สัมผัสชีวิตผู้คนจากสถานที่จริงนั้นยังเปรียบได้ว่าเธอพาเราเดินทางไปพบกับความคิดหลากหลายมิติของผู้อยู่ในเหตุการณ์ หรือแม้แต่ตัวเธอเองก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่การเดินออกไปสู่ภายนอก หากแต่เป็นการเดินทางภายในจิตใจ และความคิดของเธอด้วย

“เสน่ห์ของการลงพื้นที่ไปทำข่าว พี่คิดว่ามันไม่ใช่เพียงให้เรารู้แค่เรื่องราวในสถานที่จริงแต่มันทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลง อย่างบางทีไปในที่ๆ เขาแทบจะไม่มีอะไรกินแต่เราไปถึงเขายังอุตสาห์ต้มชาหาอาหารให้เรา พี่ว่ามันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง”

หลังจากนี้เธอคงต้องเคี่ยวกรำกับงานที่เธอตั้งใจ เปรียบไปแล้วก็เหมือนฝีมือปรุงอาหาร เสิร์ฟแล้วหากไม่ถูกปากอาจต้องเติมนั่นนิด เหยาะนี่หน่อยเพื่อให้กลมกล่อม แต่นั่นคือความท้าทายที่ไม่มีข้อจำกัดเพราะความฝันไม่มีวัยเกษียณ

10 เมืองสุดโรแมนติกที่ต้องไปก่อนตาย

10 เมืองสุดโรแมนติกที่ต้องไปก่อนตาย

10 เมืองสุดโรแมนติกที่ต้องไปก่อนตาย

คุณกำลังมองหาความโรแมนติกในชีวิตรักอยู่หรือเปล่า ลองมาดู 10 เมืองที่ ChicMinistryจะนำเสนอต่อไปนี้แล้วคุณจะพบกับความโรแมนติกชนิดที่เกินจะบรรยายเลยทีเดียว

10. Venice, Italy

เวนิสเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางทิวทัศน์และประสปการณ์สุดโรแมนติกแต่ทว่าการที่จะมาถึงเวนิสนั้น คุณต้องนั่ง Gondola อย่าลืมติ๊กไว้นะครับว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องทำเมื่อเดินทางถึงเวนิส

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำล่องเรือ Gondola ไปตามคลองเวนิสถ้าโชคดีคุณจะได้นักพายเรือเสียงดีที่ร้องเพลงโอเปร่าให้คุณฟัง

9.Barcelona, Spain

บาร์เซโลน่าขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในประเทศสเปนเป็นเมืองที่สุดโรแมนติกแห่งหนึ่ง แล้วคุณจะได้ยินคำว่า “Vicky Cristina Barcelona”

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำขึ้นบอลลูนชมวิวซึ่งอยู่สูงจากพื้นดิน 3000 ฟุต คุณจะเห็นวิวเมืองและสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

8. Florence, Italy

ประเทศอิตาลีนี่ถือได้ว่ามีหลายเมืองที่โรแมนติกเลยทีเดียวครับ เมืองฟลอเร้นส์เป็นอีกเมืองของอิตาลีที่ถูกจัดว่าโรแมนติกเพราะมีหมู่บ้านเรียงรายตั้งอยู่ชายทะเลบวกกับวิวสุดทึ่ง

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำชมสวน Boboliแสนหวานที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีชมพูบานสะพรั่งล้อมรอบด้วยต้นสีเขียวสดเป็นอีกที่หนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่ายังมีอยู่

7. Kyoto, Japan

เกียวโตเป็นเมืองที่รวยด้านวัฒนธรรมถ้าไปถึงเมืองนี้ต้องพักโรงแรมที่เป็นเรียวกังนะครับจะได้สัมผัสถึงความเป็นญี่ปุ่นสมัยก่อน อาบน้ำออนเซ็นก็พลาดไม่ได้เช่นกันอีกอย่าง อย่าลืมเดินทางไปให้อาหารกวางที่เมืองนาระนะครับ

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำเดินชมสวนพฤกษชาติเกียวโตซึ่งกระจายไปด้วยต้นไม้สวยงามเหมาะแก่การเดินเล่นกับคนรู้ใจ

6. Bruges, Belgium

การเดินเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการชมเมืองนี้เนื่องจากระยะทางไม่ได้ใกลมากเดินจิบเบียร์และร้านกาแฟเก่าแก่อย่างสบายใจไร้กังวล

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำนั่งรถม้าชมเมือง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนอาคารที่ประดับด้วยยอดสีทองจะส่องแสงระยิบระยับดังนั้นการขี่รถม้ากับคนรักของคุณในช่วงนั้นจะพิเศษมากเลยขอบอก

5. Fez, Morocco

คุณจะหลงใหลไปกับความสวยงามของเมือง Fez ซึ่งเป็นเมืองป้อมปราการในประเทศโมร็อคโคเป็นอย่างมากเมืองนี้จะมีทางเคี้ยวคดไปตามตรอกซอกซอย มีทั้งมัสยิดและสวนชาชุ่มฉ่ำ

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำพักโรงแรม Sofitel Palais Jamaiหากคุณต้องการให้การเดินทางของคุณพิเศษละก็มาพักที่นี่เลยเพราะมันโรแมนติกตั้งแต่ทางเข้า บวกกับสถานที่ตั้งอยู่ใจกลางMedina และ Riads ยิ่งทำให้คู่รักพิเศษยิ่งขึ้น

4. Jaipur, India

ย้อนไปตั้งแต่สมัยคริสศรรตวรรษที่ 17 ซึ่งมีเสน่ห์แบบยุคเก่า ไปถึงที่นั่นแล้ว อย่าลืมขี่ช้างอ้อมเมืองเพราะไม่มีอะไรโรแมนติกไปกว่าขี้ช้างกับคนรักของคุณไปเที่ยวเมืองอีกแล้วครับ

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำแน่นอนการขี้ช้างย่อมเป็นอะไรที่โรแมนติกหากคุณมีโอกาสมาเที่ยวที่เมือง Jaipurแห่งนี้

3. Lisbon, Portugal

สิ่งที่มีเอกลักษณ์และโรแมนติกเมื่อมาถึงกรุงลิสบอนคือการขี่ Santa JustaElevator เที่ยวเมือง ลิฟต์เหล็กนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่คุณชมวิวเมืองได้โดยเฉพาะพระอาทิตย์ตก

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำลิฟต์ตัวนี้ถูกจัดอันดับ 4 จาก 14 สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาถึงกรุงลิสบอนเมื่อลิฟต์ขึ้น คุณจะเห็นเมืองลิสบอนทั้งเมือง นับว่าน่าหลงใหลและโรแมนติกมาก

2. Monte Carlo, Monaco

ถ้าคุณชอบสถานที่โรแมนติกแบบกว้างใหญ่ละก็ Monte Carloก็เป็นอีกที่หนึ่งที่คุณสามารถทำกิจกรรมหลากหลายเช่นแข่งรถ กีฬาทัวร์นาเม้นและคาสิโน ยังมีกิจกรรมตื่นเต้นอีกหลายอย่างหลังจากคุณตื่นนอน

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำแวะชมสวน The Princess Grace Rose Gardenซึ่งตั้งอยู่ตามชายหาดบริเวณ Fontieveilleซึ่งจัดอันดับหนึ่งในสถานที่โรแมนติกในโลก

1. Paris, France

กรุงปารีสเต็มไปด้วยอาหารที่หลากหลายแฟชั่นสุดเริ่ด และร้านค้าสุดเก๋ปารีสเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับคู่รักและการสร้างความสัมพันธ์

กิจกรรมสุดโรแมนติกที่ต้องทำดินเนอร์บนหอไอเฟลพร้อมกับชมวิวบนชั้น 58คุณจะเห็นวิวปารีสแบบสวยงามโรแมนติกยิ่งทำให้คืนของคุณพิเศษยิ่งขึ้นยังมีกิจกรรมต่อจากนั้นอีกนะครับ ล่องเรือบนแม่น้ำแซนด์และไปดูโชว์มูแลงรูจ

เป็นยังไงกันบ้างครับสถานที่ต่างๆที่เลือกมาให้คาดว่าคงถูกใจหลายๆคนหลังจากนี้ก็เป็นทีคุณแล้วล่ะว่าจะเลือกเมืองไหนเพื่อไปสวีทกับคนรักของคุณยังไงก็ขอให้หัวใจเบิกบานและรักหวานฉ่ำนะครับ

สลดใจ พบทารกอายุ 3 เดือน ถูกยัดถุงดำทิ้งถังขยะ ศพยังอุ่นๆ

สลดใจ พบทารกอายุ 3 เดือน ถูกยัดถุงดำทิ้งถังขยะ ศพยังอุ่นๆ

สลดใจ พบทารกอายุ 3 เดือน ถูกยัดถุงดำทิ้งถังขยะ ศพยังอุ่นๆ

  เมื่อวันที่ (9 ส.ค.) พ.ต.ต.สมพงษ์ อติวงษ์ธาดา สว.สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี รับแจ้งมีชาวบ้านพบศพทารกถูกนำมาทิ้งไว้ในถังขยะชุมชนบ้านหนองปรือ ซอย 7 หมู่ 2 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมหน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ศรีราชา

ในที่เกิดเหตุพบศพทารกเพศหญิง อายุประมาณ 3 เดือน ห่อหุ้มด้วยถุงดำ ศีรษะโผล่ออกมาจากถุง อยู่ในถังขยะช่วงกลางซอย สภาพไม่ใส่เสื้อผ้า ตามตัวเริ่มมีรอยช้ำทั่วร่างกาย คาดว่าเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นานเนื่องจากเนื้อตัวเด็กยังอุ่นและนุ่มอยู่

โดยนายประถอม สะอาด เล่าว่า ตนเองได้นำขยะมาทิ้งในถังดังกล่าว แต่พอมองลงไปพบมีศีรษะเด็กโผล่ออกมาจากถุงดำ จึงได้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

ทั้งนี้ ทางตำรวจจะเร่งสืบหาข่าวและแกะรอยจากกล้องวงจรปิด เพื่อเร่งติดตามผู้ที่นำเด็กมาทิ้ง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนศพเด็กทารก ได้ส่งให้ทางแพทย์เวรโรงพยาบาลแหลมฉบัง ทำการชันสูตรต่อไป

นอภ.สิชล แจงคลิปผู้ใหญ่บ้านก้มกราบ เป็นการเข้าใจผิด! ยันไม่มีทุจริต

นอภ.สิชล แจงคลิปผู้ใหญ่บ้านก้มกราบ เป็นการเข้าใจผิด! ยันไม่มีทุจริต

นอภ.สิชล แจงคลิปผู้ใหญ่บ้านก้มกราบ เป็นการเข้าใจผิด! ยันไม่มีทุจริต

   เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการเผยแพร่คลิปลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นภาพการประชุมประจำเดือนของกำนันและผู้ใหญ่ประจำ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช โดยในคลิปมี นายสัมพันธ์ คนดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.เขาน้อย ที่พูดถึงความคับแค้นใจที่ถูกอ้างว่า มีการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากโครงการประชารัฐ ตามสูตรลับที่ชาวบ้านและผู้รับเหมาโครงการรัฐบาลร้องเรียน จากนั้นได้ก้มลงกราบ สร้างความตกใจให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในที่ประชุมอย่างมาก ขณะที่ บนเวทีมีนายอำเภอสิชลและตำรวจ

นายวชิระ พันดุสะ นายอำเภอสิชล เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิด จนทำให้เสียชื่อเสียงของกรมการปกครอง โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 59 เป็นการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน ซึ่งในช่วงท้ายได้เปิดโอกาสให้มีการซักถาม จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวเดินออกมาแสดงความคิดเห็น หลังเสร็จการประชุมได้พูดคุยทำความเข้าใจเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งมีคลิปออกมาในโลกโซเชียลมีเดีย

นายวชิระ เปิดเผยอีกว่า ตนเองเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งเป็นนายอำเภอสิชลได้ 6 เดือน จึงเร่งโครงการทุกโครงการ เพื่อให้งานออกมาสำเร็จและรวดเร็ว เพราะบางโครงการดำเนินการล่าช้า เช่น การขุดเจาะบ่อบาดาล ซึ่งชาวบ้านได้ทวงถามความคืบหน้าที่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน และคิดว่าโครงการที่ล่าช้าน่าจะมีการทุจริต

โดยยืนยันว่า ไม่มีการทุจริตแน่นอน ส่วนเรื่องที่ตนเองให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแห่งหนึ่งว่า ไม่เห็นว่ามีผู้ใหญ่บ้านมากราบนั้น เนื่องจากผ่านมากว่า 1 เดือนแล้ว และมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว จนลืมเรื่องนี้ไป เพิ่งมานึกได้ตอนที่เห็นคลิปและยอมรับว่า มีการก้มกราบจริง

ขณะที่ นายสัมพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านที่ก้มลงกราบ กล่าวว่า สาเหตุมาจากตนเองไปนั่งตามร้านน้ำชา กาแฟ แล้วมีชาวบ้านพูดว่า โครงการตำบลละ 5,000,000 บาท และหมู่บ้านละ 200,000 บาท ได้มีการฉ้อโกงกัน เนื่องจากงานในหลายหมู่บ้านล่าช้า จึงไม่สบายใจ

และได้นำมาพูดคุยกับนายอำเภอในที่ประชุมดังกล่าว เพราะไม่อยากให้เหตุการณ์ฉ้อโกงเกิดขึ้นใน อ.สิชล ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนที่ต้องก้มลงกราบ เพราะตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา คำพูดอาจจะรุนแรง ทำให้นายอำเภอไม่สบายใจ จึงก้มลงกราบ เพื่อแสดงความเคารพผู้บังคับบัญชา

อย่างไรก็ตามประธานชมรมกำนันและผู้ใหญ่บ้าน อ.สิชล พร้อมสมาชิกประมาณ 10 คน ได้มามอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจนายอำเภอสิชล พร้อมยืนยันว่า ใน อ.สิชล ไม่มีการทุจริตตามที่เป็นข่าวอย่างแน่นอน

พาชมห้าง Pantip ประตูน้ำ ปรับปรุงใหม่จนน่าสนใจกว่าเดิม

พาชมห้าง Pantip ประตูน้ำ ปรับปรุงใหม่จนน่าสนใจกว่าเดิม

พาชมห้าง Pantip ประตูน้ำ ปรับปรุงใหม่จนน่าสนใจกว่าเดิม

    วันนี้ห้าง Pantip ประตูน้ำเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มาดูกันว่าในห้างนี้ที่จัดโซนใหม่ทั้งหมด 4 โซนจะมีความน่าสนใจและน่าเดินแค่ไหน และมีความเป็น Tech-LIFE Mall มากน้อยแค่ไหน มาเริ่มดูกันได้เลย

ในบรรยากาศทั้งหมดของห้างทั้งหมด 5 ชั้นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด  4 ชั้น ซึ่งเรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงมากที่สุดพอสมควร โดยจะเริ่มพาเดินตั้งแต่ชั้น G ที่เรียกว่า Retro Zone หรือ Gaming Zone ศูนย์รวมคอมพิวเตอร์และเกมที่เน้นสเปคสูง และรวมไปถึงศูนย์ซ่อมต่าง ๆ ในรูปแบบที่คุณคุ้นเคยมาตลอด รวมไปถึง E-Sport Arena จาก Intel อยู่ที่ชั้นนี้ด้วย

ชั้น M IT Junchion เป็นโซนที่จัดในส่วน มือถือและ Gadget ส่วนหนึ่งและมีเรื่องของเครื่องพิมพ์ที่จะอยู่ในชั้นนี้ ดูไปแล้วรูปแบบยังมีความแปลกใหม่พอสมควร

ชั้น 2 จะถูกเรียกว่า Life Style เน้นไปทางคอมพิวเตอร์และมือถือมากขึ้น เน้น Gadget แปลก ๆ เช่น กล้องแนว Action Camera รวมถึงศูนย์รวมกล้องดิจิตอล และการจัดวาง Layout ของทางเดินเรียบร้อยกว่าเดิม ทำให้การค้นหาร้านทำได้ง่ายขึ้น และสะดวกน่าเดินมากขึ้น

ชั้น 3 Hardware สำหรับชั้นนี้ คนที่มองหาคอมพิวเตอร์ หรือจะเป็น PC สั่งประกอบ ชั้นนี้จะเยอะที่สุด และมีหลากหลายร้านไม่ว่าจะเป็น CSC, Banana it หรือจะป็น JIB แยกออกเป็น Brand Shop และยังมี iStudio by Com 7 อยู่ชั้นนี้เช่นกัน ชั้นนี้ผู้เขียนเดินดูคอมแล้วใช้เวลานานที่สุด เพราะเยอะจริง ๆ

ชั้น 4 อันนี้จะเปลี่ยนแปลงใหม่แบบเต็มที่เปลี่ยนเป็นชื่อ Solution นอกจากจะมีร้านค้าเดินที่อยู่ชั้นนี้ทั้งขายพริ้นเตอร์ และ Gadget บางอย่างแล้ว แต่จุดนี้จะมี Syn Hub ซึ่งเป็น Co-Working Space ที่ให้กลุ่ม Startup มาเช่าพื้นที่ หรือจะเป็นคนทั่วไปที่ต้องการหาพื้นที่ทำงานสามารถมาเช่าได้เช่นเดียวกัน และนอกจากนี้เร็ว ๆ นี้จะมี Banana IT Business นำเสนอ Solution องค์กรในชัดนนี้อีกในอนาคตข้างหน้า

ส่วนชั้น 5 จะมีร้านค้า IT บ้างแต่ที่เด่นคือ IT City ที่ยังคงอยู่ที่เดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง

ภาพรวมจากที่ได้เดินห้าง Pantip ประตูน้ำใหม่ในครั้งนี้พบว่า มีกลิ่นอายความเป็นห้าง IT อยู่ครบ และมีพื้ันที่รองรับกับการวางจำหน่าย Gadget รุ่นใหม่ในอนาคต พร้อมกับการตกแต่งห้างด้วยไฟ LED ทำให้ดูความสวยงามมากขึ้น และการจัดบูทและร้านค้าสะอาดตาน่าเดินกว่าเดิมพอสมควร

โดยห้าง Pantip ประตูน้ำเปิดให้บริการทุกวันในเวลา 10:00 – 21:00 น ของทุกวัน ใครอยากรู้ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างนั้นอย่าลืมแวะเวียนมาดูกันได้นะครับ และช่วงนี้มีโปรโมชั่นสำหรับงานเปิดห้างตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ถึง 18 สิงหาคมนี้

สธ.แนะวัยรุ่นระวัง โนสซีเคร็ต อาจติดเชื้อได้

สธ.แนะวัยรุ่นระวัง โนสซีเคร็ต อาจติดเชื้อได้

สธ.แนะวัยรุ่นระวัง โนสซีเคร็ต อาจติดเชื้อได้

สธ. แนะวัยรุ่นหนุ่มสาวระวังอันตราย “โนส ซีเคร็ต” หากใส่นาน เสี่ยงเป็นแผล ติดเชื้อ จมูกผิดรูปได้

นายแพทย์ สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทย โดยเฉพาะวัยรุ่น หนุ่มสาว ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตา โดยนิยมทำศัลยกรรม ให้มีใบหน้าเรียว จมูกโด่ง มีรูปร่างหน้าตาที่เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น เกิดความมั่นใจในตัวเอง

ในกรณีที่ต้องการทำศัลยกรรมตกแต่งให้เลือกใช้บริการคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อให้ปลอดภัยจากการรับบริการ และ ที่น่าห่วงคือมีวัยรุ่นหนุ่มสาวบางส่วน ที่มักซื้อหาอุปกรณ์เสริมความงามต่างๆ ที่โฆษณาทางสื่อออนไลน์ และอาจเกิดอันตรายจากการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นได้ เช่น โนส ซีเคร็ต ใช้การใส่อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นชิ้นพลาสติก โค้ง มีความยาวหลายขนาด เข้าไปในรูจมูกทั้ง 2 ข้าง เพื่อดันให้รูจมูกดูสูงขึ้น ปลายจมูกดูเชิดขึ้น โดยไม่ต้องศัลยกรรม อาจเกิดอันตรายได้หากใช้เป็นเวลานาน เกิดแผลภายในจมูก และเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้

ด้าน ผศ.พญ.เล็ก กาญจนโกมุท แพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การใช้อุปกรณ์ โนส ซีเคร็ต ภายนอกสามารถใส่ได้ แต่ขอให้ใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากอุปกรณ์มีความแข็ง การยืดหยุ่นไม่ดี เมื่อใส่เข้าไปในโพรงจมูกติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจไปกดทับเนื้อเยื่อด้านในโพรงจมูก ทำให้ทะลุหรือกดทับจนเป็นแผลได้

หากแผลเกิดการอักเสบและไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ติดเชื้อเข้าไปสู่โพรงจมูก หรือกดทับกระดูกอ่อนที่จมูกจนกระดูกอ่อนตาย ทำให้ทรงของจมูกเสีย ผิดรูปไปจากปกติ การรักษายุ่งยาก ดังนั้นจึงแนะนำว่าไม่ควรใส่อุปกรณ์ดังกล่าวเวลานอนเพราะอาจหลุดเข้าด้านใน เกิดการอุดตันทางเดินหายใจหรือกดทับนานจนเกิดแผลหรือกระดูกอ่อนตายได้

ทั้งนี้ ขอแนะนำผู้ที่ต้องการเสริมจมูกหรือการผ่าตัดเสริมความงาม ว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาตามสื่อออนไลน์ ไม่แนะนำให้เสริมจมูกโดยการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากอาจทำให้ตาบอดได้ และขอให้เลือกใช้บริการจากสถานบริการที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการผ่าตัด เนื่องจากพบว่า ปัจจุบันมีบริการเสริมความงามจำนวนมากเป็นแพทย์ที่ไม่ได้จบเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งที่ได้รับรองจากแพทยสภา

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

กว่า 17 ปีมาแล้วที่คนไทยได้เริ่มรู้จักกับ Teddy House แบรนด์ที่เข้ามาทำให้ตุ๊กตาหมีมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Teddy House ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยมากมาย พร้อมๆ กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ จนถึงวันนี้สามารถขยายสาขาได้ทั้งในและต่างประเทศ
จากการเปิดเผยของ ปิตุภูมิ หิรัณยพิชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็ดดี้ เฮ้าส์ จำกัด ได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางของธุรกิจตุ๊กตาหมี โดยบอกว่า จากเดิมในยุคคุณแม่ซึ่งทำโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้าขน ทำในรูปแบบของการรับจ้างผลิต หรือ OEM เมื่อเวลาผ่านไป จีนเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งและเกิดเป็นสงครามราคาขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นบริษัทไม่ต้องการที่จะแข่งขันด้วยเรื่องของราคา เพราะด้วยสินค้าที่เน้นความมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานของยุโรป จึงมองถึงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และโดยส่วนตัวของคุณแม่ซึ่งชื่นชอบตุ๊กตาหมีเป็นทุนเดิม ฉะนั้นเวลาที่ผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ผลงานจะดูดีกว่าแบบอื่นๆ และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์ Teddy House ขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว


จนกระทั่งเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปิตุภูมิ ในฐานะทายาทธุรกิจได้ก้าวเข้ามารับช่วงบริหาร Teddy House พร้อมทั้งนำเอารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์เข้ามาจับกับธุรกิจตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ จนทำให้แบรนด์ Teddy House ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ
“เราไม่ได้เติบโตมาจากเงินถุงเงินถัง แทบจะไม่มีเงินทุนเลย เพราะฉะนั้นการที่จะขยายเองเป็นสิบๆ สาขาคงเป็นไปไม่ได้ เรามองว่าการที่นำรูปแบบแฟรนไชส์เข้ามาจะทำให้เราขยายได้รวดเร็วมากขึ้น และจะสามารถขยายไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า 8 ปีที่ผ่านมา เราสามารถขยายแฟรนไชส์ได้ถึง 3 ประเทศ นั่นคือ ไทย อินโดนีเซีย และจีน สำหรับแฟรนไชส์ในประเทศไทย เราจะเน้นที่หัวเมืองต่างจังหวัด ตามภูมิภาคต่างๆ ส่วนในกรุงเทพฯ เราขยายด้วยตัวบริษัทเอง เราเริ่มพัฒนาธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ตอนนั้น คนจะชอบคิดว่าแฟรนไชส์จะต้องใหญ่ ลงทุนเป็นสิบล้าน แต่ความจริงแล้วแฟรนไชส์ คือ การ Set Up ความรู้ของคุณขึ้นมา เหมือนการเขียนตำราหนึ่งเล่ม แล้วมีคนสนใจ คุณก็ขายให้เขา เทรนนิ่งให้เขาแค่นั้นเอง”


สำหรับปัจจุบัน Teddy House มีแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 30 สาขา และที่ประเทศอินโดนีเซีย 14 สาขา ประเทศจีนอีก 2 ขาสา โดยปิตุภูมิได้เล่าถึงเส้นทางของการขยายแฟรนไชส์ไปในต่างประเทศ เริ่มต้นประเทศแรกคือ เวียดนาม แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

“หลังจากที่เราเริ่มขยายแฟรนไชส์ในประเทศไทยได้ไม่นาน เราก็เริ่มเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ตอนนั้นมีด้วยกันถึง 4-5 สาขา แต่ด้วยอุตสาหกรรมค้าปลีกของเวียดนามแตกต่างจากบ้านเราพอสมควรเลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามยังแตกต่างจากเราพอสมควร เวลาซื้ออะไรสักอย่าง เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตรงไปร้านนั้น จะไม่ใช่การเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเหมือนคนไทย จากนั้น 2 ปีต่อมา เราจึงเข้าตลาดอินโดนีเซียและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะพฤติกรรมเขาใกล้เคียงกับคนไทย โดยเฉพาะในจาการ์ตา ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่ง Shopping Mall ซึ่งมีเป็นร้อยๆ แห่ง ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน ทุกคนใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจนถึงตี 2 อยู่ในห้างสรรพสินค้า ขนาดผับยังอยู่ในนั้น ทำให้เราไปได้ดีในอินโดนีเซีย”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจสำหรับ Teddy House ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่ในแผนมาก่อน นั่นคือประเทศจีน ปิตุภูมิยอมรับในเรื่องนี้ว่า เมื่อก่อนค่อนข้างกังวลในเรื่องของ Trademark และการก๊อบปี้

“เราไม่เคยมีแผนในการขยายแฟรนไชส์เข้าประเทศจีนมาก่อน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เราได้รับฟังมุมมองจากนักธุรกิจคนจีนรุ่นใหม่ เขารู้ว่าเราค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้ เขาแสดงมุมมองว่า เวลาที่คนจีนจะก๊อบปี้สินค้า จะก๊อบปี้สินค้าระดับ Hi-Ended ที่มีราคาแพง จากกระเป๋าราคาเป็นแสน พอก๊อบปี้แล้วเหลือแค่หลักพัน แต่ถ้าสินค้าอย่างตุ๊กตาหมี ราคาไม่แพงมาก ผู้บริโภคก็มองว่าสินค้าราคาแค่นี้ ซื้อของแท้ ฉันซื้อได้ และถ้าเขาจะก๊อบปี้ก็ไม่คุ้ม เพราะ Margin ไม่ได้ห่างกันมากมาย อีกอย่างคือ ในช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาซื้อของร้านเราค่อนข้างเยอะ อย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ มีแต่ลูกค้าจีน ทำให้เราตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่จีนเมื่อปีที่แล้วและปีนี้อีกหนึ่งสาขา ตอนนี้เราก็ดีใจมากสำหรับการขยายแฟรนไชส์ที่จีน”


สำหรับการขยายธุรกิจ Teddy House ในรูปแบบของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือต่างประเทศ จะทำในลักษณะที่เรียกว่า Single Unit กล่าวคือ จะไม่ได้ขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ที่ให้สิทธิคนใดคนหนึ่งในการขยายสาขา แต่จะเป็นในลักษณะให้สิทธิ 1 คนต่อ 1 สัญญา หมายถึงว่า ถ้านักลงทุนเดิมที่ลงทุนแฟรนไชส์ไปแล้ว อยากที่จะขยายสาขาเพิ่ม ก็ต้องทำสัญญาใหม่ทุกครั้ง โดยเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1,000,000-1,500,00 บาท อีกทั้งไม่ได้จำกัดพื้นที่จะต้องเป็นในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่สามารถตั้งอยู่แบบ Stand Alone ก็ได้ โดยจะมีทีมเข้าไปดูสถานที่ตั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ และแฟรนไชซีจะได้รับการเทรนนิ่งเรื่องของกลยุทธ์การขาย การจัดร้าน มีการช่วยเหลือในเรื่องของภาพรวมด้านMarketing และมีการแนะนำเรื่องของ Local Marketing อีกด้วย สำหรับแฟรนไชซีที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับ Teddy House นั้น จะต้องเป็นคนที่สามารถลงมือทำได้จริงไม่ใช่มีเพียงแค่เงินลงทุนอย่างเดียว แต่ต้องมีใจรักด้วย


อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น การขยายแฟรนไชส์จะเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากมองว่า ยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้ Teddy House เติบโต ส่วนตลาดในประเทศ ปิตุภูมิกล่าวว่า จะมุ่งเน้นในเรื่องของการขาย Licensing หรือคาแร็กเตอร์ของหมี Teddy House ให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำไปอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อีกทั้งจะมีการทำ Show Exhibition, Museum ไปจนถึง Theme Park โดยหวังว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสะท้อนกลับมาช่วยกระตุ้น Retail ได้อีกทางหนึ่ง


รายละเอียดแฟรนไชส์

ขนาดพื้นที่ : 25-45 ตารางเมตร
Franchise Fee : 300,000 บาท
เงินลงทุนเบื้องต้น : 1,000,000-1,500,000 บาท
Royalty Fee : 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
Marketing Fee : 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
ระยะสัญญา : 5 ปี

เรื่อง : ยุวดี ศรีภุมมา
ภาพ : กฤษฎา ศิลปไชย
smethailandclub
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

   กรมการค้าภายใน ระบุยังไม่มีการอนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาเครื่องดื่ม หลังมีกระแสข่าวพ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กรมสรรพสามิตยืนยันยังไม่ขึ้นภาษี

จากกรณีที่มีกระแสข่าวผู้ผลิตน้ำอัดลมแจ้งร้านค้าปรับขึ้นราคาจำหน่ายอีก 2 บาท ทั้งขวดแก้วและขวดกระป๋องจากเดิม 10 บาทเป็น 12 บาท โดยอ้างว่าน้ำตาลแพงขึ้นนั้น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมลักษณ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำอัดลมแต่อย่างใด โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ 3 รายที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ยืนยันยังไม่มีการปรับขึ้นราคาและยังส่งสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่วยในราคาเดิม

อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุอีกว่า แม้ราคาน้ำตาลจะสูงขึ้นจากปัญหาภัยแล้ง แต่ยังไม่กระทบต้นทุนผู้ประกอบการมากนัก จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปรับขึ้นราคา แต่หากมีความจำเป็นหรือต้นทุนสูงจนไม่สามารถแบกรับภาระได้จนทำให้ต้องปรับราคาน้ำอัดลมก็จะต้องยื่นเสนอราคาที่ขอปรับเพื่อพิจารณาไม่น้อยกว่า 15 วัน ทั้งนี้หากผู้บริโภคพบเห็นว่ามีการฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งมาที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทันที

ขณะที่นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำอัดลม จึงไม่สามารถนำข้ออ้างดังกล่าวมาขึ้นราคาได้ ประกอบกับนโนบายการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงยังอยู่ระหว่างการศึกษาผลดีผลเสีย ให้รอบด้านและยังไม่ได้นำนโยบายนี้มาใช้ในเร็วๆนี้ จึงไม่มีเหตุผลให้ผู้ผลิตนำข้ออ้างดังกล่าวมาปรับขึ้นราคาขายปลีก

สำหรับน้ำอัดลม เป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลของกรมการค้าภายในจำนวน 205 รายการ โดยปัจจุบันถูกกำหนดอยู่ในบัญชี Watch List (WL) ซึ่งเป็นบัญชีต่ำสุดในการติดตามดูแลภาวะราคาสินค้า โดยจะดำเนินการเพียงแค่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์เป็นประจำทุก 15 วันและตรวจสอบไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นวันที่คาดว่าตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนดในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่ายาต่างๆ ที่ได้รับนั้นหมดอายุหรือยัง เนื่องจากหากใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ นอกจากจะไม่มีผลในการรักษายังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

 

การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไปการกำหนดวันหมดอายุจะขึ้นกับประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยาอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิตจะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และวันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านใต้กล่อง หรือด้านล่างฉลาก

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ค.ศ.2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือนำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้านไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยาหรือซองที่ระบุวันที่ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือนก็ให้ทิ้งไปไม่ควรใช้ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือก่อนกำหนดเวลาแต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้นควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการแต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของจะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วยการแพ้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

ภาพประกอบจาก istockphoto