สกู๊ป : อีกหนึ่งบททดสอบของชายชราที่ชื่อ “อัซซูรี่”

สกู๊ป : อีกหนึ่งบททดสอบของชายชราที่ชื่อ "อัซซูรี่"

สกู๊ป : อีกหนึ่งบททดสอบของชายชราที่ชื่อ “อัซซูรี่”

หลังผงาดเข้าชิงชนะเลิศ ยูโร 2012 วงการลูกหนังอิตาลีเดินหน้าเข้าสู่ยุคมืดเต็มตัว การร่วงตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2014 สามารถบ่งบอกถึงภาวะวิกฤติที่กำลังเผชิญได้เป็นดี

กระนั้น ขึ้นชื่อว่า อิตาลี ซึ่งเคยเป็นถึงแชมป์โลก 4 สมัย ย่อมมีอะไรมากกว่าแค่ทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ผลงานในรอบสุดท้ายเมเจอร์ทัวร์นาเมนต์ ยังบ่งบอกว่าพวกเขาคือสิงห์สนามจริงเสมอ

ศึกยูโร 2016 ก็ไม่ต่างกัน แม้ อิตาลี เดินทางมาในฐานะเต็งแชมป์ ทว่าด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ในมือ อันโตนิโอ คอนเต้ ไม่มีใครเชื่อว่าพวกเขาจะไปได้ไกลอย่างที่คาดหวังเอาไว้

คอนเต้ ก็ไม่ต่างกัน เมื่อยอมรับหลังได้เห็นผลจับสลากแบ่งสายว่า เบลเยียม คือทีมเต็งในยูโร 2016 ขณะที่ อิตาลี, สวีเดน และ ไอร์แลนด์ อยู่ในระดับเดียวกัน

ไม่ว่าจะพูดเพื่อลดความกดดันหรืออะไรก็ตามแต่ เรื่องนั้นดูเหมือนจะได้ผล เมื่อนักเตะอิตาลีดูจะมุ่งมั่นและมีสมาธิกับเกมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเกมแรกที่ดับซ่าเบลเยียม 2-0 ช่วยเรียกความมั่นใจได้อีกมากโข

กระทั่งรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทุกสายตาจำต้องหันกลับมามองอิตาลีอีกครั้ง เมื่อพวกเขาล้างแค้นไล่อัดแชมป์เก่า สเปน ร่วงตกรอบด้วยสกอร์ 2-0 ก่อนก้าวไปเจออีกหนึ่งทีมเต็งอย่าง เยอรมัน ในรอบควอเตอร์ไฟนอล

เหลือบตามองขุนพลชุดนี้ของคอนเต้ ใครจะไปเชื่อครับว่าพวกเขาจะมาได้ไกลถึงขั้นนี้ เมื่อมีแค่ จานลุยจิ บุฟฟ่อน, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, อันเดรีย บาร์ซาญี่ และ เลโอนาร์โด โบนุชชี่ รับบทแข้งซีเนียร์คอยประคับประคองทีม

แถมขุมกำลังในส่วนอื่นอย่าง กราเซียโน่ เปลเล่, เอแดร์, เอมานูเอเล่ จัคเครินี่, มาร์โก ปาโรโล่, ติอาโก้ ม็อตต้า หรือ อันโตนิโอ คานเดรว่า ก็ใช่ว่าจะหนุ่มแน่น เมื่ออายุอานามเลยเลข 3 หรือกำลังเข้าสู่เลข 3 แล้วทั้งสิ้น

ค่าเฉลี่ยภายในทีมของอิตาลี จึงสูงถึง 28 ปี 10 เดือน มากกว่ากลุ่มเต็งแชมป์อย่างเจ้าภาพ ฝรั่งเศส (27 ปี 9 เดือน), อังกฤษ (25 ปี 9 เดือน), สเปน (28 ปี) และคู่ต่อกรในรอบต่อไปอย่าง เยอรมัน (25 ปี 11 เดือน)

แต่บนค่าเฉลี่ยที่สูงลิ่วนี้ เราได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ คอนเต้ วางหมากไว้ โดยเฉพาะการเลือกหั่นดาวรุ่งฝีเท้าดีอย่าง จานลุยจิ ดอนนารุมม่า หรือ ดานิเอเล่ รูกานี่ ออกจากทีม นั่นเพราะต้องการผู้เล่นที่มีความเข้าใจในแท็กติกสูง

ด้วยศักยภาพที่ไม่เอื้ออำนวยให้เปิดเกมรุกบุกกกดดันเข้าใส่คู่แข่ง คอนเต้ จึงหันมายึดวิถีโบราณตามสไตล์ที่บรรพบุรษเคยสร้างชื่อไว้อย่างคาเตนัชโช่ แถมเป็นคาเตนัชโช่เวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ด้วยฟุตบอลไดเร็คท์ที่ช่วยให้โต้กลับได้รวดเร็วขึ้น

ยิ่งได้ขุมกำลังแนวรับอย่าง บุฟฟ่อน, บาร์ซาญี่, โบนุชชี่, คิเอลลินี่ มาคอยขับเคลื่อนแท็กติก 3-5-2 งานของคอนเต้ ยิ่งง่ายขึ้นเป็นกอง เพราะนี่คือลูกน้องที่ร่วมงานกันมาตลอด 3 ปี ที่ยูเวนตุส

ส่วนวิงแบ็กในระบบของคอนเต้ ไม่ต้องมีอะไรมาก ขอแค่มีพละกำลังเหลือล้น สามารถรุกรับได้ตลอด 90 นาที และเปิดบอลแม่นๆอย่าง อันโตนิโอ คานเดรว่า, มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน, มัตเตีย เด ชีโญ่ หรือ อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ เป็นพอ

ไม่ต่างอะไรจากแดนกลาง คอนเต้ ขอแค่ผู้เล่นที่มีความเข้าใจในแท็กติกของเขาก็เพียงพอ เราจึงได้เห็นจัคเครินี่ ยึดตำแหน่งต่อเนื่องในทัพ “อัซซูรี่” ทั้งที่เล่นให้สโมสรระดับท้ายตารางอย่างโบโลญญ่า เช่นเดียวกับในรายของ ปาโรโล่

เมื่อผสมผสานเป็น 11 ผู้เล่นในสนาม แท็กติก 3-5-2 ของคอนเต้ จึงเป็นที่น่าเกรงขามต่อฟุตบอลเกมรุกสมัยใหม่ เฉกเช่น เบลเยียม หรือ สเปน ที่แม้ครองเกมได้แหนือกว่า แต่ไม่อาจถอยกลับไปตั้งรับเกมโต้กลับของอิตาลี ได้ทันเวลา

คู่แข่งในรอบควอเตอร์ไฟนอลของอิตาลี อย่างเยอรมัน ก็ไม่ต่างกัน นี่คือหนึ่งในทีมที่เล่นเกมรุกได้สะเด่าไม่แพ้ใครในยุโรป ด้วยระบบ 4-2-3-1 แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือวินัยในเกม และแนวรับอันเหนียวแน่น ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเป็นทีมเดียวที่ยังไม่เสียประตูให้ใคร

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปบนหน้าประวัติศาสตร์ ตลอด 4 ครั้งที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากันในรอบน็อกเอาท์ ทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ อิตาลี คว้าชัยเหนือ เยอรมัน เรียบวุธ

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเราจะได้รู้ว่าระหว่างความเก๋าของขุนพล “อัซซูรี่” กับความสดของขุนพล “อินทรีเหล็ก” ใครจะเป็นฝ่ายกำชัยและผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

ดึกวันเสาร์ต่อเนื่องเช้าวันอาทิตย์ วันที่ใครหลายคนหยุดทำงาน เกมนี้จึงควรค่าอย่างยิ่งที่จะจารึกตัวเองเป็นหนึ่งในผู้รับชมอีกหน้าประวัติศาสตร์ของศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

…เพราะถ้าไม่ดู พรุ่งนี้คุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง !!!